instantly ageless ปัญหา “ถุงใต้ตา” จัดการยังไง สวัสดีจ้าสาวๆกลับมาเจอกับเหมือนเดิม ^^ สัปดาห์ที่ผ่านมามีสาวๆ ส่งคำถามเข้ามาถามเยอะมากๆ เลยค่ะ พี่เตยจะทยอยเอาคำถามที่น่าสนใจมาเป็นหัวข้อในคอลัมน์ Q&A นะคะ ไม่ต้องห่วง 😉 ส่วนสัปดาห์นี้ หัวข้อนี้เป็นเรื่องที่ใกล้เคียงกับ “รอยคล้ำใต้ดวงตา” ค่ะ แต่เหมือนคราวนี้จะเป็นปัญหาที่แก้ได้ยากกว่า ปัญหาที่ว่าคืออะไร มาดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ ปัญหาที่ว่าก็คือ…ปัญหา “ถุงใต้ตา” นั่นเองค่ะ หลายๆ คนอาจจะไม่ค่อยได้สังเกตว่าตัวเองมีถุงใต้ตารึเปล่า พี่เตยเองก็ไม่เคยสังเกตเหมือนกันค่ะ จนเวลาถ่ายรูปแล้วมองดูหน้าตัวเอง ถึงได้เห็นว่า “เฮ้ยยยย เราก็มีถุงใต้ตาเหมือนกันนี่หว่า T T” พี่เตยเองก็แอบกลุ้มในกับปัญหานี้เหมือนน้องคนนี้ เลยคิดว่าเอาเรื่องนี้มาเป็นหัวข้อในคอลัน์ Q&A ดีกว่า ไม่รู้ว่ามีสาวๆ NUGIRL คนไหนบ้างที่มีปัญหาถุงใต้ตาเหมือนกัน เอาเป็นว่ามาดูกันเลยดีกว่าเนอะ ! “ถุงใต้ตา” จัดการยังไงดี ?? ถุงใต้ตาเกิดขึ้นได้อย่างไร?? * กรรมพันธุ์/โรคประจำตัว/ฮอร์โมน/อายุ * การใช้สายตามากเกินไป รวมถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ * เกิดจากคอลลาเจนในผิวหนังใต้ตาเริ่มเสื่อมทำให้ไขมันใต้ตาป่องออกมา * เกิดจากการสะสมของน้ำและไขมันบริเวณรอบๆ ดวงตา instantly ageless.

instantly ageless
instantly ageless จริงๆ แล้วปัญหาถุงใต้ตาเนี่ย ไม่มีทางที่เราทำให้มันหายไปได้ค่ะ โดยเฉพาะสาวๆ ที่มีถุงใต้ตาที่เกิดขึ้นจากกรรมพันธุ์ แต่เราก็มีวิธีที่จะทำให้ถุงใต้ตาจางลงและดีขึ้นได้ค่ะ ageless

1. สาวๆ ที่มีถุงใต้ตาสามารถใช้การแต่งหน้าช่วยได้โดยใช้คอนซีลเลอร์สีเดียว ครีมลดถุงใต้ตา
กับทาบริเวณถุงใต้ตา แค่นี้เราก็หมดกังวลปัญหาเรื่องถุงใต้ตาได้แล้วค่ะ

2. ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะสาวๆ ที่ชอบนอนดึกเป็นประจำ แต่ถ้าใคร
ที่ไม่สามารถเลี่ยงการนอนดึกได้จริงๆ และถ้าพอมีเวลา งีบซักแปป (ประมาณ
15 นาที) ระหว่างที่นั่งรถก็ได้ค่ะ วิธีนี้ช่วยได้จริงๆ เราจะรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที instantly ageless

3. นอกจากต้องนอนหลับให้เพียงพอแล้ว การดื่มน้ำเยอะๆ ก็ยังเป็นหัวใจสำคัญ
ในการดูแลร่างกายค่ะ

“ถุงใต้ตา” จัดการยังไงดี ??
4. หลีกเลี่ยงการใช้สายตาเพ่งจอคอมพิวเตอร์เป็น
เวลานานๆ ควรลุกขึ้นมาพักสายตาทุกๆ 15 นาที

5. ถ้าอยากหายขาดจริงๆ ต้องใช้วิธีการเลเซอร์หรือ
ใช้การผ่าตัดค่ะซึ่งจำเป็นต้องปรึกษาคุณหมอผู้
เชี่ยวชาญเท่านั้นค่ะ

6. ไม่ควรรับประทานอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต
มากเกินไป รวมถึงควรรับประทานผัก ผลไม้
(แอปเปิ้ล แตงโม องุ่น ) ธัญพืชและถั่วต่างๆ ด้วย

10 วิธีแก้ตาบวมเห็นผลเร็ว-ลองดูสิ!!

วิธีแก้ตาบวม
คุณเคยตื่นขึ้นมาแล้วตาบวมบ้างหรือเปล่าคะ แล้วมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง เชื่อแน่ๆ ว่าหลายคนคงปล่อยให้อาการตาบวมยุบหายไปเอง หรือ ใส่แว่นดำปิดบังอำพรางเอาไว้ ปัญหาตาบวมเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การนอนดึก การร้องไห้ หรือแม้กระทั่งการดื่มน้ำมากเกินไปก็ทำให้ตาบวมได้ วันนี้เรามีวิธีการแก้ตาบวมง่าย ๆ มาฝากกันค่ะ

วิธีแก้ตาบวมง่ายๆ ได้ผลเร็ว

1 นำผ้าชุบน้ำเย็นมาประคบ เพียงคุณนำผ้าชุบน้ำเย็นมาประคบดวงตาไว้ทิ้งไว้สักครู่อาการตาบวมของคุณจะค่อยๆ ดีขึ้น เนื่องจากคุณสมบัติของน้ำเย็นช่วยลดการบวมและการอักเสบของถุงใต้ตาได้เป็นอย่างดี

2 นมสดเย็นลดอาการบวม ให้นำสำลีมาชุบนมสดที่แช่เย็นทิ้งไว้ประมาณ 25 – 30 นาที นมสดจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวบริเวณรอบดวงตา และความเย็นของนมสดช่วยลดอาการบวม แก้ตามบวมได้

3 ไข่ขาวช่วยได้ นำไข่ขาวจุ่มกับสำลีหรือแปรงแต่งหน้า ทารอบบริเวณดวงตาทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ในไข่ขาวมีคุณสมบัติในการยกกระชับรอบดวงตา ดูดซึมสิ่งสกปรก และช่วยลดอาการบวมของถุงใต้ตา

4 แตงกวาเพิ่มความชุ่มชื้น เพราะแตงกวาอุดมไปด้วยน้ำและแร่ธาตุ วิตามินที่สำคัญ ที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในเรื่องของการเพิ่มความชุ่มชื้น เพียงคุณนำแตงกวาไปแช่เย็นไว้แล้วฝานเป็นแว่น มาประคบบริเวณรอบดวงตา ช่วยแก้ตาบวมได้ อีกทั้งยังทำให้บริเวณรอบดวงตาของคุณชุ่มชื้นอีกด้วย

5 มันฝรั่งลดการอักเสบ ให้นำมันฝรั่งไปแช่เย็นทิ้งไว้ หลังจากนั้นหั่นเป็นแว่น นำมาประคบบริเวณรอบดวงตาประมาณ 20 – 25 นาที จะช่วยลดอาการอักเสบของถุงใต้ตา และลดอาการบวมได้เป็นอย่างดี

6 ช้อนสแตนเลสแช่เย็น นำช้อนสแตนเลสแช่เย็นไว้ประมาณ 2 – 3 นาที หลังจากนั้นนำมาประคบรอบดวงตา ความเย็นจะถูกส่งผ่านมาทางช้อน ทำให้อาการอักเสบและแก้ตาบวมบริเวณรอบดวงตาลดลงได้ แต่ข้อควรระวังคือ อย่าให้ช้อนเย็นเกินไปเพราะอาจเกิดอันตรายได้

7 ผ้าห่อน้ำแข็งประคบลดบวม หากสมมุติที่บ้านคุณไม่มีอะไรติดตู้เย็นเลย คุณสามารถใช้น้ำแข็งห่อด้วยผ้า ประคบลงไปที่บริเวณรอบดวงตาเพื่อลดอาการบวมได้

8 ถุงชาเขียวแช่เย็น ให้นำถุงชาเขียวที่แช่ในตู้เย็นจนเย็นมาวางไว้บริเวณถุงใต้ตาที่บวม ประมาณ 15 นาที ซึ่งในชาเขียวจะมีสารแทนนินและสารโพลีธีโนลล์ที่มีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบและแก้ตาบวมของผิวใต้ตาได้ อีกทั้งคุณจะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

9 น้ำผึ้งลดอาการบวม ให้นำน้ำผึ้งมาทาทิ้งไว้บริเวณผิวใต้ตาประมาณ 15 – 20 นาที ช่วยลดอาการบวมของผิวใต้ดวงตา ทำให้ผิวกระชับ เต่งตึง

10 มะเขือเทศช่วยคุณได้ ให้นำมะเขือเทศแช่เย็นหันเป็นแว่น ๆ แล้ววางทับไว้บริเวณรอบดวงตา ประมาณ 10 – 15 นาที หลังจากนั้นล้างออกด้วยน้ำเย็น จะช่วยแก้ตาบวม และลดอาการอักเสบได้ค่ะ

วิธีแก้อาการตาบวมที่กล่าวมานี้เป็นวิธีที่หลายคนใช้แล้วได้ผล ดังนั้นหากคุณตื่นมาแล้วมีอาการตาบวมก็ให้นำไปลองใช้ดูนะคะ เพราะล้วนแล้วแต่เป็นวัตถุดิบที่หาง่าย มีอยู่ในบ้านทุกบ้าน รับรองว่าตาที่ปูดบวมของคุณจะกลับมาใสแจ๋วสวยดังเดิม

5 วิธีลดริ้วรอยรอบดวงตาด้วยสมุนไพร

วิธีลดริ้วรอยรอบดวงตา
ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ แต่หากดวงตาสวยใสของคุณเต็มไปด้วยริ้วรอยรอบดวงตาแล้วล่ะก็คงทำให้คุณหมดความสวยไปได้เลยทีเดียว ดังนั้นทั้งสาวเล็ก สาวใหญ่ต่างหาวิธีลบเลือนริ้วรอยนั้นให้หายไปไม่ว่าจะเป็นการสรรหาคลินิกความงามเพื่อช่วยลดริ้วรอย หรือแม้แต่สรรหาครีมลดริ้วรอยที่มีราคาแพงมาบำรุงฟื้นฟู จนทำให้เสียเงินกันเป็นว่าเล่น ซึ่งเป็นสาเหตุให้คุณต้องกัดฟันกินมาม่าไปหลายวัน แต่คุณรู้หรือไม่ว่านอกจากการใช้ครีมราคาแพง และการเข้าคลินิกความงามแล้ว เรายังสามารถใช้สรรพคุณของสมุนไพรที่อาจจะทิ้งไว้ในตู้เย็นมานานเพื่อช่วยลดเลือนริ้วรอยรอบดวงตา ให้กลับมาอ่อนเยาว์อีกครั้งโดยไม่ต้องเสียเงินจำนวนมากอีกต่อไป งั้นเราไปดูวิธีลดริ้วรอยรอบดวงตาด้วยสมุนไพรที่นำมาฝากกันเลยค่ะ

5 สมุนไพร…วิธีลดริ้วรอยรอบดวงตา

1 ถุงชาชงแล้ว ช่วยบำรุงผิวรอบดวงตา สำหรับสาวๆ หนุ่มๆ ที่นิยมการดื่มชาหลังจากดื่มชาแล้วอย่าเพิ่งทิ้งถุงชานะคะ เพราะชามีสรรพคุณในการช่วยบำรุงฟื้นฟูผิวรอบดวงตาลดเลือนริ้วรอย ลดความหมองคล้ำ ทำให้ผิวรู้สึกผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี แถมยังสามารถขจัดสารพิษที่ตกค้างที่จะเข้าไปทำลายผิวบริเวณรอบดวงตาได้อีกด้วย วิธีการใช้ก็แสนง่าย หลังจากที่ชงชาเสร็จแล้ว ให้นำถุงชาที่ยังอุ่นอยู่มาวางไว้บนดวงตาเน้นส่วนที่มีปัญหาเรื่องริ้วรอย โดยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที สามารถทำต่อเนื่องได้ทุกวัน ทำเพียงเท่านี้คุณก็สามารถบอกลาริ้วรอยรอบดวงตาได้เลยค่ะ
2 มะขามเปียก ช่วยผลัดเซลล์ผิวมะขามเปียกอุดมด้วยวิตามินและสารสำคัญอย่าง AHA นอกจากจะช่วยผลัดเซลล์ผิวแล้วยังเป็นวิธีลดริ้วรอยรอบดวงตาได้เทียบเท่ากับครีมราคาแพงได้เลยล่ะค่ะ วิธีการใช้เพียงแค่นำมะขามเปียกมาคั้นน้ำผสมกับนมสดแล้วนำมาพอกบริเวณรอบดวงตาที่เหี่ยวย่น ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วล้างออก ให้ทำเป็นประจำ 3 – 4 ครั้งต่อสัปดาห์ ใช้เวลาไม่นานผิวรอบดวงตาของคุณจะกลับมาสดใส ไม่เหี่ยวย่นหมองคล้ำอีกต่อไป
3 ใบบัวบก ฟื้นฟูผิวรอบดวงตาใบบัวบกเป็นสมุนไพรสารพัดประโยชน์ สามารถซื้อหาได้ง่าย และมีราคาถูก คุณสมบัติของใบบัวบกอีกประการหนึ่งคือช่วยฟื้นฟูผิวรอบดวงตา ชะลอริ้วรอยก่อนวัย และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนทำให้ผิวเต่งตึงขึ้นมาได้ วิธีการใช้ให้นำใบบัวบกมาตำหรือบดให้ละเอียด แล้วพอกในบริเวณรอบดวงตาที่เหี่ยวย่น ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออกได้ตามปกติ
4 ใช้แตงกวาบำรุงผิว ในแตงกวามีประโยชน์มากมายที่สำคัญต่อผิวทั้งวิตามินและแร่ธาตุ ช่วยฟื้นฟูผิว ทำให้ผิวชุ่มชื่น ช่วยลดเลือนริ้วรอยตีนกา เหมาะกับคนที่ผิวแห้งมากๆ ซึ่งส่วนใหญ่คนผิวแห้งจะเกิดริ้วรอยมากกว่าคนผิวธรรมดาหรือผิวมัน วิธีการใช้เพียงคุณนำแตงกวามาฝานเป็นแผ่นบางๆ แล้ววางทับบนเปลือกตา ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที ทำอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เป็นวิธีลดริ้วรอยรอบดวงตา และทำให้ผิวรอบดวงตาชุ่มชื้นขึ้นอีกด้วยค่ะ
5 ไข่ขาวกระชับผิวรอบดวงตา วิธีใช้ นำไข่ขาวมาตีให้ฟู จากนั้นนำสำลีมาชุบแล้วทารอบดวงตาจนถึงโหนกแก้ม ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาดและตามด้วยสำลีชุบน้ำเย็นเช็ดซ้ำอีกรอบอย่างเบามือ เป็นวิธีลดริ้วรอยรอบดวงตาและทำให้ผิวบริเวณรอบดวงตากระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นอกเหนือจาก 5 วิธีลดริ้วรอยรอบดวงตาที่นำมาฝากกันแล้ว แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการดูแลรักษาดวงตาให้ห่างไกลจากริ้วรอยคือหมั่นบำรุงด้วยครีมทารอบดวงตาเสมอ และทำร่างกาย จิตใจให้ผ่องใส พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงแสงแดดจ้าเป็นเวลานาน พร้อมทั้งรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ เพียงแค่นี้ก็ช่วยป้องกันริ้วรอยรอบดวงตา และลดเลือนความหมองคล้ำรอบดวงตาได้แล้วค่ะ

บำรุงดวงตา

ด้วยสารอาหารจากธรรมชาติ
ดวงตาเป็นอวัยวะที่บอบบาง ซับซ้อนละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรับรู้สิ่งต่างๆรอบตัว แต่ด้วยสภาพแวดล้อมและการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป instantly ageless เช่น แสงอุลตร้าไวโอเลตจากแสงแดดจ้า การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือการสูบบุหรี่ ล้วนกระตุ้นให้สายตามีโอกาสเสื่อมเร็วกว่าปกติ และเป็นสาเหตุของปัญหาสายตาตามมา เช่น โรคจอประสาทตาเสื่อม โรคต้อกระจก เป็นต้น การใส่ใจดูแลสุขภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ดวงตาเสื่อมเร็วกว่าปกติ

การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ
แสงอุลตร้าไวโอเลตจากแสงแดด
ใช้สายตามากจากการเรียนและอ่านหนังสือ
อายุที่เพิ่มขึ้น
การสูบบุหรี่ หรืออยู่ในบริเวณที่สูบบุหรี่
ได้รับวิตามินสารอาหารบางชนิดไม่เพียงพอ
สารอาหารที่ช่วยบำรุงดวงตา

จากรายงานการวิจัยมากมายพบว่า การได้รับสารอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง เช่นการบริโภคผักผลไม้หลากสี มีส่วนช่วยบำรุงดวงตาและป้องกันภาวะสายตาเสื่อมได้โดยสารอาหารที่ช่วยดูแลสุขภาพของดวงตา และลดอนุมูลอิสระที่จะทำลายเลนส์ตาที่สำคัญมี 3 ชนิดได้แก่

ลูทีน (Lutein) เป็นสารอาหารธรรมชาติกลุ่มแคโรทีนอยด์พบมากในตาบริเวณจุดรับภาพและจอประสาทตา ทำหน้าที่ป้องกันรังสีจากแสงแดด ช่วยกรองแสงสีน้ำเงินที่จะทำลายดวงตาและช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาโดยการลดอนุมูลอิสระที่ทำลายดวงตา ร่างกายจำเป็นต้องได้รับลูทีนจากอาหาร โดยเฉพาะจากพืชผักสีเขียวเข้ม เช่น คะน้า ผักโขม ผักกาด ปวยเล้ง เป็นต้น และพบว่าการรับประทานลูทีนวันละ 6 มิลลิกรัม ช่วยลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ถึงร้อยละ 50

บิลเลอร์รี่สกัด (Bilberry extract) เป็นสารอาหารกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงช่วยป้องกันเลนส์ตา และสร้างความแข็งแรงให้กับคอลลาเจนซึ่งเป็นโครงสร้างของคอร์เนีย (Cornea) และเส้นเลือดฝอยในตาทำให้เส้นเลือดฝอยไม่เปราะแตกง่าย และป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาขุ่นมัว อันเป็นสาเหตุของโรคต้อกระจก นอกจากนั้นยังช่วยการมองเห็นในที่มืด หรือที่มีแสงสลัวๆให้ชัดเจนอีกด้วย

เบต้าแคโรทีน (Beta Carotene) เป็นสารอาหารธรรมชาติที่พบมากในแครอท ฟักทอง ร่างกายจะเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนเป็นวิตามินเอ ซึ่งจะช่วยการมองเห็นในที่มืดป้องกันโรคตาบอดตอนกลางคืน และยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงดวงตาและป้องกันโรคตาหลายชนิด เช่น ต้อกระจก รวมถึงช่วยให้ผิวเยื่อเมือกในตาชุ่มชื่นขึ้นอีกด้วย

ประโยชน์จากการได้รับลูทีน บิลเบอรี่สกัดและเบต้าแคโรทีนร่วมกัน

ชะลอการเสื่อมของดวงตา
ลดอาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อตา
เพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอยในตา
ทำให้การมองเห็นในที่มืดดีขึ้น
ป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม
ป้องกันตาขุ่นมัว และต้อกระจก
ป้องกันเบาหวานขึ้นตา
เพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา instantly ageless.