bunny white collagen

bunny white collagen เคล็ดลับดูแลผิวให้อ่อนเยาว์อยู่เสมอ ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน (ทั้งหน้า-ตัว) ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดผิวขณะอาบน้ำ เช่น ใยบวบ ฟองน้ำ แปรงขัดตัว ทาครีมบำรุงผิวทุกครั้งหลังอาบน้ำเลือกครีมบำรุงผิว ให้เหมาะกับสภาพผิวในช่วงนั้นๆ และทาอย่างเบามือ มีการสครับผิวหน้า-ผิวตัว อย่างน้อย 1-2 ครั้ง / สัปดาห์ ทำความสะอาดแปรงหรือพัฟแต่งหน้าอย่างเป็นประจำ ดื่มน้ำเยอะๆ และทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ลดดื่มชา กาแฟ แอลกอฮอล์และบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใส ยิ้มแย้มเบิกบาน มองโลกในแง่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ใช้เครื่องนอนและสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ระคายเคืองต่อผิว วิธีทำให้ผิวสวยทั่วเรือนร่างนั้นสามารถทำได้ด้วยการดูแลผิวพรรณที่ถูกต้อง คลิกที่นี่สำหรับวิธีทำให้ผิวเนียนใสและวิธีขัดผิวโดยไม่ทำร้ายผิว อากาศที่ร้อน แสงแดด และมลภาวะที่เราทุกคนต้องเผชิญในทุกๆ วัน สามารถส่งผลต่อผิวหมองคล้ำได้ นอกจากผิวหน้าแล้ว ผิวกายเองก็เผชิญปัญหาผิวหมองคล้ำได้เช่นกัน แต่ถึงกระนั้นหากคุณมีเคล็ดลับการดูแลผิวหน้าและผิวกายที่ถูกวิธี คุณก็สามารถมีผิวสวยและเรียบเนียนเเม้ต้องเผชิญกับแสงแดดและมลภาวะได้
ผิวสวย bunny white collagen.

bunny white collagen
bunny white collagen อยากทราบวิธีทำให้ขาวเนียนและหน้าเนียนใส? วิธีทางด้านล่างนี้จะอธิบายถึงการทำให้ผิวของคุณเนียนใสพร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเพื่อผิวสวยที่สามารถทำได้เป็นประจำทุกวัน บันนี่ไวท์ คอลลาเจน

รับประทานอาหารเพื่อผิวสวย
การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่ โปรตีน และสารธรรมชาติที่มีคุณสมบัติช่วยในการปกป้อง ดูแล และฟื้นบำรุงผิวนั้นจะช่วยให้คุณมีผิวเนียนใส ผักผลไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากมายที่สามารถช่วยให้คุณมีผิวสวยสมใจได้
• ควบคุมอาหารและรับประทานผักผลไม้ที่ช่วยบำรุงผิวเป็นประจำ เช่น มะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินอี รวมไปถึงสารไลโคปีนที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย และช่วยให้ผิวของคุณดูเปล่งปลั่งอมชมพู
• รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอีอย่าง ถั่วหรืออาโวคาโด ที่มีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากมลภาวะ และอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอซึ่งมีประโยชน์ในการสร้างเนื้อเยื่อชั้นนอกของอวัยวะต่าง ๆ ให้มีสุขภาพดีขึ้น bunny white collagen
• รับประทานปลาที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู เพราะนอกจากจะช่วยในบำรุงสมอง และระบบสายตาแล้ว กรดไขมันดีชนิดนี้ยังจำเป็นต่อการสร้างผนังเซลล์อีกด้วย
ทำไงให้หน้าเนียนใส?
ทำไงให้หน้าเนียนใส?
ผิวพรรณที่สวยใสและเรียบเนียนนั้นต้องประกอบด้วยน้ำ สารชุ่มชื่นตามธรรมชาติ และน้ำมัน ซึ่งมีกลไกตามธรรมชาติที่จะช่วยกักเก็บให้น้ำไม่ระเหยออกไปจากผิวหนัง จนทำให้เกิดอาหารการผิวแห้งแตก และไม่เรียบเนียนได้ ดังนั้นการอาบน้ำและล้างหน้าที่บ่อยจนเกินไป รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมอาจมีผลกระทบต่อความชุ่มชื่นของผิวโดยตรง ดังนั้นการทำความสะอาดผิว และการบำรุงที่ถูกวิธีจะช่วยให้ผิวดูสวยเรียบเนียนได้

• อาบน้ำในอุณหภูมิที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการอาบน้ำที่ร้อนจนเกินไป เพราะจะทำให้ผิวแห้งกร้าน และนำไปสู่อาการคันได้ นอกจากนี้คุณควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดชำระล้างแบคทีเรีย พร้อมปกป้องผิวในเวลาเดียวกัน เช่น ครีมอาบน้ำ วาสลีน® สกิน รีพลีนิชชิ่ง 2 อิน 1 ที่มีถั่วเหลืองและข้าวโอ๊ต พร้อมคุณค่าของวิตามินซีและวิตามินอีที่ดีต่อการบำรุงผิว
• หลังอาบน้ำ คุณควรเช็ดตัวและเสริมความเนียนนุ่มให้ผิวด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นอย่าง วาสลีน® อินเทนซีฟเรสคิว มอยซ์เจอร์ ล็อคกิ้งโลชั่น ที่ซึมลึกเข้าบำรุงผิวหนังอย่างอ่อนโยนโดยไม่ทำให้ผิวเหนอะหนะ พร้อมปกป้องดูแลผิวยาวนานตลอดวัน และสำหรับผิวหน้าคุณสามารถใช้ วาสลีน® เจลลี่ ที่มาจากน้ำมันปิโตรเลี่ยมบริสุทธิ์
• เรียนรู้วิธีขัดผิวที่ถูกต้องสำหรับการกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วพร้อมป้องกันการอุดตันของรูขุมขน ลดริ้วรอยหมองคล้ำ ขณะอาบน้ำคุณควรขัดผิวโดยใช้อุปกรณ์ขัดผิว เช่น ใยบวบ ขัดผิวบริเวณที่คล้ำหรือหยาบกร้าน ในลักษณะวนไปมาอย่างเบามือ อย่างไรก็ตามคุณควรหลีกเลี่ยงการขัดผิวที่ถี่จนเกินไปเพราะจะเป็นการรบกวนกระบวนการเกิดของเซลล์ผิวใหม่ โดยคุณสามารถขัดผิวอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งก็เพียงพอ
• นวดผิววันละ 5-10 นาที ด้วยมอยเจอไรเซอร์ การนวดหน้าและนวดตัวเพียงเล็กน้อย จะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตให้คุณมีผิวที่ดูสดใส
หากคุณอยากผิวเนียน พร้อมทั้งมีผิวสวยกระจ่างใสแล้ว ลองทำตามขั้นตอนการดูแลผิวเพื่อผิวเนียนใสที่กล่าวไปข้างต้น นอกจากการรับประทานอาหารและการบำรุงผิวที่เหมาะสมแล้ว คุณควรหมั่นออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้การดูแลผิวสวยเนียนกระจ่างใสอย่างสมบูรณ์

รอยแผลเป็นจากสิวบนใบหน้าและลำตัวอาจทำให้คุณไม่มั่นใจจึงต้องปกปิดรอยแผลเป็นอยู่ตลอดเวลา วิธีรักษารอยแผลเป็นจากสิวนั้นไม่ยากอย่างที่คิด
ปัญหาที่เกิดจากสิวนั้นยังอาจมีต่อเนื่องแม้หลังรับการรักษาสิวแล้วก็ตาม ร่องรอยจากสิวสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกสภาพผิว ข่าวดีคือเรามีวิธีลบรอยสิวที่คุณสามารถทำได้เองง่ายๆ
รอยสิวหรือรอยคล้ำที่เกิดจากการอักเสบบนผิว (พบได้บ่อยในคนที่มีผิวสีเข้ม) จะปรากฏขึ้นเมื่อสิวอักเสบลึกเข้าไปในผิวหนัง ในช่วงการรักษา ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมผิวหนังส่วนนั้นโดยการผลิตคอลลาเจน (สารประกอบที่มีหน้าที่ซ่อมแซมเซลล์ผิวหนัง) ขึ้นมา อย่างไรก็ตามปริมาณคอลลาเจนที่มากหรือน้อยเกินไปสามารถก่อให้เกิดจุดดำคล้ำหรือแดงได้
วิธีรักษารอยดำจากสิว
อันที่จริงแล้วรอยแผลเป็นจากสิวนั้นสามารถลดเลือนไปเองได้ตามธรรมชาติในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งเป็นวิธีที่ต้องใช้ความอดทนเพราะในช่วงเวลานั้นเชื่อว่าหลายๆ คนมักจะอดใจที่จะไม่แคะหรือบีบสิวไม่ได้ การแคะหรือบีบสิวนั้นทำให้ผิวหนังอักเสบมากขึ้นหรือก่อให้เกิดแผลเป็นได้ หากคุณสังเกตจะพบว่าสิวที่เพิ่งเป็นรอยนั้นจะมีลักษณะเป็นสีแดง นั่นเป็นเพราะเส้นเลือดใหม่ได้เข้ามาช่วยเติมความชุ่มชื่นให้กับผิวหนังบริเวณนั้นและอีกไม่นานคอลลาเจนก็จะเริ่มเข้ามาเติมเต็มบริเวณที่ได้รับผลกระทบ
อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการมีผิวสวยไร้รอยแผลเป็นจากสิวโดยไม่ต้องรอนาน คุณสามารถใช้วิธีลดรอยดำและรอยแดงจากสิวด้วยวิธีทางด้านล่างนี้

วิธีลบรอยสิวและการป้องกัน

วิธีรักษารอยแผลเป็นจากสิวโดยการหลีกเลี่ยงแสงแดด
หลีกเลี่ยงรังสีอัลตราไวโอเลต โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีแสงแดดแรง (10-16 น.) เพราะเป็นช่วงที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตมากที่สุด การเผชิญกับแสงแดดจะชะลอกระบวนการรักษารอยดำจากสิว bunny white collagen รังสีอัลตราไวโอเลตจะกระตุ้นเซลล์เม็ดสีภายใต้ผิวหนังซึ่งนำไปสู่ผิวที่เข้มขึ้น เพื่อการดูแลผิวที่ดีคุณควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน โดยให้ทาทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาทีก่อนเผชิญกับแสงแดดเพื่อให้เนื้อครีมได้ซึมสู่ผิวและทำหน้าที่เป็นเกราะปกป้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปกป้องผิวและรอยดำต่างๆ ไม่ให้คล้ำลงกว่าเดิม

ลดรอยสิวด้วยว่านหางจระเข้
ว่านหางจระเข้ไม่เพียงแต่มีสรรพคุณในการให้ความชุ่มชื้นกับผิวเพียงอย่างเดียวแต่ว่านหางจระเข้ยังมีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่ได้รับความเสียหายรวมถึงรอยสิวได้อีกด้วย ว่านหางจระเข้ช่วยลดอาการระคายเคืองและอาการแดงของผิว ช่วยให้ผิวของคุณดูกระจ่างใสขึ้น
คุณสามารถใช้วุ้นของว่านหางจระเข้สดหรือผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากว่างหางจระเข้ทาบริเวณรอยแผล จากนั้นทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมงเพื่อให้ว่านหางจระเข้เข้าไปเยียวยาและฟื้นฟูผิว หรืออีกหนึ่งทางเลือกให้ วาสลีน® โททอล มอยซ์เจอร์ อโล เฟรชโลชั่น เป็นผู้ช่วย ด้วยสารสกัดจากว่านหางจระเข้สดใน วาสลีน® โททอล มอยซ์เจอร์ อโล เฟรชโลชั่น ช่วยให้ผิวของคุณชุ่มชื่นพร้อมกระตุ้นการเกิดเซลล์ผิวใหม่ ให้คุณมีผิวเนียนสวยจากรอยสิวที่ลดเลือนลง
ผลัดผิวกายและผิวหน้าด้วยสครับขัดผิว
ผลัดผิวกายและผิวหน้าด้วยสครับขัดผิว การขัดผิวจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกจากผิว ช่วยให้ผิวของคุณดูเรียบเนียนพร้อมทั้งช่วยลดรอยสิว จุดด่างดำ และหัวสิวที่สะสมอยู่ การขัดผิวจะช่วยกระตุ้นการเกิดเซลล์ผิวใหม่เพื่อทดแทนเซลล์ที่เสื่อมสภาพ อย่างไรก็ตามคุณไม่ควรขัดผิวบ่อยจนเกินไปเพราะจะสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ผิวใหม่และชะลอกระบวนการรักษารอยสิว การขัดผิวที่ถูกต้องคือใช้ปลายนิ้วขัดในลักษณะวนไปมาเบาๆให้ทั่วบริเวณที่เป็นรอยสิว โดยหลีกเลี่ยงบริเวณแผลใหม่ที่อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ควรขัดผิวอาทิตย์ละ 2-3 ครั้งแต่หากคุณมีผิวที่แพ้ง่ายควรขัดผิวในจำนวนครั้งที่น้อยลงและถ้าคุณมีรอยดำจากสิวไม่มากนัก การขัดผิวสัปดาห์ละ 1 ครั้งก็เพียงพอต่อการคงไว้ซึ่งผิวสวย
วิธีรักษารอยดำจากสิวควรรักษาอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยแต่ละคนจะมีระยะเวลาในการรักษาที่แตกต่างกัน อย่าลืมดูแลผิว ลดรอยสิวและรอยดำได้ด้วยวิธีง่ายๆที่แนะนำไว้ข้างตันเป็นประจำเพราะเพื่อผิวเนียนไร้รอยด่างดำจากสิว bunny white collagen.

me love plus & gold collagen

me love plus & gold collagen เอาละซี่! เมื่อถึงคราวเลยวัยรุ่น เกินวัยใสย่างกรายมาสู่อายุ 25 อัพ หลายคนเป็นต้องเริ่มปวดเศียรเวียนเกล้า กับผิวพรรณที่เริ่มหย่อนคล้อย ไม่เด้งดึ๋งปึ๋งปั๋ง เหมือนก่อน อย่าเพิ่งทำหน้าหงอย น้อยใจในชะตากรรมค่ะ เพราะผู้หญิงเราไม่หยุดสวยง่ายๆ หรอก จริงมะ? และเรายังยืนยันตามคอนเซ็ปต์ YOU ARE WHAT YOU EAT เช่นเคย สัปดาห์นี้จึงชวนคุณมาดูกัน ว่าถ้าอยากให้ผิวเด้งใส ไร้ริ้วรอย ควรทานอาหารชนิดไหนกัน? กินอะไรหน้าเด้ง เรามีเมนูเปี่ยม “คอลลาเจน” มาบอก
กับคุณหมอใจดีท่านนี้ นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ที่มาตามสัญญาใจ ว่าจะช่วยไขรหัสความลับ นำอาหารเพิ่มความสวยมาฝากกัน และครั้งนี้คุณหมอท่านขอเอาใจสาวใสวัยทำงาน ที่อาจเริ่มมีปัญหาริ้วรอย บาทา(ตีน)กา มาเยือน ถ้าให้นึกถึงอาหารบำรุงผิว เพื่อลดริ้วรอยละก็ ชื่อของ คอลลาเจน (Collagen) เป็นต้องผุดขึ้นมาในหัวหลายคนเป็นแน่ และถูกต้องอย่างที่หลายคนเข้าใจเลยค่ะ คุณหมอกฤษดาท่านฟันธงมาว่า คอลลาเจนคือ สารอาหารที่ช่วยบำรุงผิวให้มีสุขภาพดีได้จริง และไม่ใช่แค่คอลลาเจนแบบขวด แบบเม็ด ที่เราคุ้นเคยเท่านั้น อาหารสดหลายชนิดที่เราๆ ท่านๆ รับประทานกันอยู่ ก็มีคอลลาเจนค่ะ ที่สำคัญ เป็นคอลลาเจนที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่าคอลลาเจนสำเร็จรูปอีกแน่ะ me love plus & gold collagen.
me love plus & gold collagen
me love plus & gold collagen “จริงๆ แล้วคอลลาเจน มีอยู่ในอาหารธรรมชาติด้วย และคอลลาเจนที่อยู่ในอาหารนั้น เป็นคอลลาเจนที่ดูดซึมง่าย ให้จำง่ายๆ เลยว่า ถ้าอยากได้คอลลาเจน ไม่ใช่แค่รับประทานจากคอลลาเจนแบบขวด หรือแบบเม็ดอย่างเดียว เพราะคอลลาเจนสำเร็จรูปเหล่านั้น เมื่อกินเข้าไปแล้ว มันจะถูกร่างกายย่อยแล้วย่อยอีก จนไม่รู้ว่าตกลงแล้ว เหลือคอลลาเจนที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายเท่าไหร่ อาจจะปัสสาวะออกหมดเลยก็ได้ ดังนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่มีคอลลาเจนตามธรรมชาติจะดีกว่า” มีเลิฟพลัส&โกลด์

“ซุปเปอร์ขาไก่” ซดแล้วสวย!
กินอะไรหน้าเด้ง เรามีเมนูเปี่ยม “คอลลาเจน” มาบอก  me love plus & gold collagen
คุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรวัฒน์ ยกตัวอย่าง อาหารที่อุดดมไปด้วยคอลลาเจนว่ามีมากมายหลายชนิดเชียว แต่ต้องรีบเน้นย้ำกันก่อน ว่าสำหรับคอลลาเจนนั้น ถ้าจะกินให้ได้ประโยชน์จริง ต้องโซ้ยคู่กับวิตามินซี (Vitamin C) เท่านั้น

“อาหารที่มีคอลลาเจน ตามธรรมชาติมีหลายอย่าง แต่ข้อสำคัญคือ ต้องทานคู่กับวิตามินซีด้วย เพราะวิตามินซีจะช่วยดึงคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกายได้ ตัวอย่างเช่น ต้มยำขาไก่ หรือถ้าเป็นคอข้าวต้มกุ๊ยจะรู้จักในชื่อ ‘ซุปเปอร์ตีนไก่’ ซึ่งตีนไก่ หรือ ขาไก่ที่เราเห็นว่าเป็นวุ้นๆ จากเอ็นของมันนี่แหละคือ คอลลาเจนอย่างดีเลย และอย่างที่บอกว่าจะมีแค่คอลลาเจนอย่างเดียวไม่พอ มันต้องมีอะไรเปรี้ยวๆ เป็นวิตามินซีด้วย ซึ่งมันก็คือ ต้มยำขาไก่, ขาไก่ตุ๋นมะนาวดอง นั่นเอง”

นอกจาก ต้มยำขาไก่รสเปรี้ยวจะถือเป็น ‘ซุปสวย’ ที่คุณหมอยกนิ้วเชียร์แล้ว เมนูอื่นๆ ที่เปี่ยมคอลลาเจนไม่แพ้กัน ก็ยังมีค่ะ

“อาหารอื่นๆ ที่มีคอลลาเจน ยังมีอีกหลายชนิดครับ ถ้าเป็นฝรั่ง เขาก็รู้จักกินคอลลาเจนมานานแล้ว เช่นช่วงวันคริสต์มาส จะมีเยลลี่หัวหมู พอฆ่าหมูตัวนึงเขาแทบจะไม่ทิ้งอะไรเลย เมื่อได้เนื้อไปแล้ว ส่วนที่เหลือคือ พวกหัวหมู หางหมูนั้น เขาจะเอามาเคี่ยว ทำเป็นสตู พอทิ้งไว้จนเย็นมันก็จะกลายเป็นเยลลี่หัวหมู หรือคนจีนก็ทำพวกหมูตั้ง พวกนั้นก็มีคอลลาเจนเหมือนกัน

กระทั่งอาหารบางอย่างที่สมัยนี้เขานิยมใส่คอลลาเจนสำเร็จรูปเข้าไป เช่น ส้มตำใส่คอลลาเจนสำเร็จรูป อย่างนั้นก็ได้คอลลาเจนเหมือนกันครับ เหมือนเรากินต้มยำขาไก่เลย เพียงแต่ว่าอาจจะแพงขึ้นมา เพราะเราต้องไปซื้อคอลลาเจนมาจากต่างประเทศ ทั้งที่คอลลาเจนแบบไทยๆ เราก็มี”

“อาหารทะเล” แหล่งคอลลาเจนชั้นเลิศ
กินอะไรหน้าเด้ง เรามีเมนูเปี่ยม “คอลลาเจน” มาบอก
อีกแหล่งคอลลาเจนชั้นเลิศที่คุณหมอแนะนำก็คือ อาหารทะเลค่ะ

“ปลาฉลามเป็นคอลลาเจนชั้นดีครับ หูของมันก็มีคอลลาเจน แต่อาจจะแพงไปสักหน่อย ดังนั้นเรากินเนื้อปลาฉลามก็ได้ อย่างคนสมัยก่อน พอเขาเอาหูฉลามส่งขายภัตตาคารแล้ว เขาจะเอาเนื้อปลาฉลามมาผัดเผ็ด ผัดทั้งกระดูกเลย

สมัยนี้ถ้าไปแถวเยาวราช ก็ยังมีผัดเผ็ดปลาฉลามขายอยู่ ราคาไม่แพงนัก หรือจะเป็นปลากระเบนก็ได้ คือ พวกนี้เป็นสัตว์กระดูกอ่อน ซึ่งกระดูกอ่อน หรือที่ฝรั่งเรียกคาร์ทีเลจ (Cartilage) นี่แหละคือ คอลลาเจนอย่างดีเลย ถึงขั้นมีฝรั่งหัวใสเอามาสกัดเป็น ชาร์ค คาร์ทีเลจ (Shark Cartilage – กระดูกอ่อนปลาฉลาม) ขายกันราคาแพง ทั้งที่จริงแล้วมันคือ คอลลาเจนกลุ่มเดียวกันเลย”

และไม่ใช่แค่ปลาใหญ่อย่างฉลามหรอกค่ะ ปลาเล็กปลาน้อย กระทั่งปลาหมึก ก็ยังเปี่ยมคอลลาเจน

“จริงๆ แล้วคอลลาเจนที่ดีคือ คอลลาเจนจากพวกอาหารทะเล อย่างเช่น ปลา ปลาหมึก หอยนางรม หรืออย่างประเทศญี่ปุ่น จะทำคอลลาเจนมาจากปลาทะเลน้ำลึกทั้งหลาย เพราะคอลลาเจนจากอาหารทะเลจะดูดซึมได้ดีกว่าไก่ แต่จริงๆ แล้วเรากินอาหารทะเลธรรมดาก็ได้เหมือนกัน เช่น ต้มยำหัวปลากระพงขาว นี่ก็คอลลาเจนทั้งนั้นเลย

แต่การกินคอลลาเจนจากอาหารทะเลจะมีข้อเสียนิดนึง เพราะกลัวจะได้ของแถมเป็นพวกสารตะกั่ว สารปรอท หรือโลหะหนักที่ตกอยู่ตามทะเล หลายคนเลยเลือกเป็นพวกคอลลาเจนสกัด ซึ่งพวกนี้จะมีข้อดีคือ มันอาจจะทำให้บริสุทธิ์แล้ว ก็อาจจะปลอดภัยหน่อย แต่เราก็จะต้องแลกกับราคาที่สูงขึ้น”

“น้ำต้มกระดูก” เมนูสบายกระเป๋า เปี่ยมประโยชน์ต่อผิว
กินอะไรหน้าเด้ง เรามีเมนูเปี่ยม “คอลลาเจน” มาบอก
หลายคนฟังเมนูอาหารทะเลที่คุณหมอเสนอแล้ว กลัวสู้ราคาไม่ไหว ก็ไม่ต้องหวั่นใจไปค่ะ เพราะเรามีเมนูราคาย่อมเยากว่ามาเสนอด้วย

“ถ้าเกรงว่าปลาฉลามแพงไปหน่อย ทานน้ำต้มกระดูกไก่ น้ำต้มหมูก็ยังได้ เพราะน้ำซุปเหล่านี้มักเอากระดูกมาต้ม ซึ่งตรงข้อกระดูกเหล่านี้ก็มีคอลลาเจนอยู่”

ทว่าเข้าใจกันดีค่ะว่าหลายคนกลัวอ้วน ห่วงเรื่องน้ำหนักเกิน me love plus & gold collagen คุณหมอเลยฝากทิปส์ง่ายๆ ในการทานอาหารให้ได้คอลลาเจน แต่ไม่อ้วนมาว่า

“ถ้ากลัวอ้วน เราอาจจะใช้วิธีช้อนไขมันที่อยู่ด้านหน้าซุปออกก่อน เช่น หากต้มขาไก่ ให้เราคอยช้อนไขมันด้านหน้าออกระหว่างต้ม แค่นี้น้ำข้างล่างก็ไขมันน้อยลงเยอะแล้ว”

ทานคอลลาเจนแค่ไหน..ถึงพอเหมาะ!?

ก่อนปิดท้ายเรื่องอาหารชะลอวัย ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ฝากท้ายเรื่องปริมาณที่เหมาะสมในการทานคอลลาเจนมาว่า

“ปริมาณการทานคอลลาเจน ถ้าเป็นอาหารสด อย่างเช่น ต้มยำขาไก่ ทานวันละหนึ่งมื้อก็พอครับ หรือสมมุติทานขาไก่ตุ๋นมะนาวดองสักหนึ่งถ้วยก็พอแล้ว ส่วนผัก โดยทั่วไปแล้วจะไม่ค่อยมีคอลลาเจน ยกเว้นบางประเภทเช่น หัวบุก อาจจะมีบ้าง แต่ก็ยังสู้พวกเนื้อไม่ได้ เนื้อจะมีคอลลาเจนเยอะกว่า

แต่อย่างไรก็ตาม ให้จำไว้เสมอว่าการทานต้องมีวิตามินซีด้วย ไม่อย่างนั้นกินคอลลาเจนเข้าไปก็ไม่มีประโยชน์เลย อันนี้รวมถึงคอลลาเจนทุกประเภทครับ ไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจนแบบเม็ด แบบฉีด มันต้องมีการเพิ่มวิตามินซีเข้าไปด้วยเสมอ เพราะวิตามินซีจะทำให้คอลลาเจนดูดซึมได้ดี จึงเป็นอีกหลักการว่า ถ้าจะซื้อคอลลาเจนเป็นอาหารเสริม ให้รู้ไว้เลยว่าถ้ามีแค่คอลลาเจนอย่างเดียว มันจะไม่ค่อยดูดซึม พอเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกน้ำย่อยในตัวเราย่อย และขับออกมาเป็นปัสสาวะเกือบหมด ที่อุตส่าห์ซื้อมาราคาแสนแพง ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย me love plus & gold collagen.

ยาสีฟันโพรฟี่

ยาสีฟันโพรฟี่ การฟอกสีฟัน หรือบ้างก็เรียก การฟอกฟันขาวนั้นจัดอยู่ในประเภทของการเสริมความงามประเภทหนึ่ง ซึ่งในปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มความงามบนใบหน้าให้ครบถ้วนแล้ว ยังเป็นการเสริมบุคคลิกภาพ เสริมสร้างความมั่นใจ ก็อย่างที่คนเค้ามักจะพูดกันว่า ผู้หญิงจะสวยที่สุดก็ตอนยิ้ม หากนึกภาพไม่ออก ผมอยากให้คุณลองนึกภาพเปรียบเทียบตอนตัวเองยิ้มแล้วมีรอยยิ้มที่ขาวสะอาดเปรียบเทียบกับสีฟันหม่นๆ ออกเหลือง มีคราบน้ำตาลติดอยู่ประปรายดู น่าจะพอเห็นภาพความแต่งต่างได้เป็นอย่างดี ปัจจุบันมีหลายวิธีที่จะทำให้ฟันขาวขึ้นมาได้ เช่น การไปทำที่คลินิคด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ใช้เลเซอร์ หรือแสงเย็น บางท่านก็เลือกที่จะซื้อมาทำด้วยตัวเองที่บ้าน ซึ่งในตลาดปัจจุบันก็มีหลายรูปให้ให้ใช้ มีทั้งแบบที่เป็นแผ่นเจลเคลือบตัวยา, แบบเป็นปากกา หรือเป็นแบบพิมพ์ถาดฟัน แต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร คำถามที่มักจะถามกันก็คือ ต้องลงทุนกับการฟอกสีฟันราคาเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสม เมื่อเทียบกันในเรื่องราคา ผลลัพธ์ที่ได้ ความคุ้มค่า ความยากง่ายในการทำ ในบทความนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังถึงความแต่งต่างกันของวิธีฟอกสีฟันแต่ละแบบ เพื่อเป็นข้อมูลทางเลือกให้ผู้ต้องจะมีฟันที่ขาวสะอาดยิ่งขึ้น ยาสีฟันโพรฟี่.
ยาสีฟันโพรฟี่
ยาสีฟันโพรฟี่ ใช้ตัวยาอะไรในการทำ ? ยาสีฟัน profi
แต่ก่อนที่จะเล่าถึงจุดนั้น ผู้อ่านควรทราบก่อนว่า ตัวยาใช้ในปัจจุบันมีอยู่ 2 ตัว ก็คือ Hydrogen Peroxide กับ Cabamine Peroxide ทั้งสองตัวนี้ใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งไม่ว่าจะทำแบบไหนก็จะหลีกไม่พ้นสองตัวนี้ ในผลิตภัณฑ์แต่ละตัวก็จะมีการออกแบบให้ใช้ตัวยาที่มีความเข้มข้นแตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะกับสภาพฟันของแต่ละคน ทั้งนี้ที่ % ความเข้มข้นตัวยาที่เท่ากัน ผลที่ได้จะแตกต่างกัน เนื่องจากความผลที่ได้รับจาก Hydrogen Peroxide กับ Cabamine Peroxide จะให้ผลแตกต่างกันประมาณ 3 เท่ากล่าวคือ ผลที่ได้จากการใช้ Hydrogen Peroxide ความเข้มข้น 10 % จะเทียบเท่ากับ Cabamine Peroxide 30 % โดยประมาณ การเลือกวิธีที่จะใช้ควรจะพิจารณาถึงจุดนี้ด้วย ยาสีฟันโพรฟี่

ผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดมีอะไรบ้าง
สิ่งที่ควรจะต้องพิจารณาอีกอย่างหนึ่งคือ ความเข้มข้นตัวยาที่สูงจะทำให้ฟันขาวขึ้นมากกว่า และใช้เวลาในการทำน้อยกว่า แต่ก็จะมีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมากกว่าด้วย ผลข้างเคียงส่วนใหญ่ที่พบก็คือ อาการเสียวฟันนั่นเอง อาการนี้จะเกิดเป็นระหว่างช่วงที่ทำ หรือ หลังจากที่ทำเสร็จแล้วก็อาจจะเป็นอยู่ 1-2 วัน แล้วจะค่อยๆหายไปเอง ซึ่งขณะที่เป็นนั้นบางคนถึงกับทนไม่ไหวเลยก็มี แต่จะเป็นมากหรือน้อย หรือไม่เป็นเลยนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพฟันของแต่ละคน หากปกติเป็นคนที่มีอาการเสียวฟันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ผู้เขียนก็แนะนำว่าไม่ควรเลือกวิธีการฟอกสีฟันที่ใช้ตัวยาฟอกสีฟันความเข้มข้นสูง เพราะจะส่งผลให้เกิดอาการเสียวฟันค่อนข้างมาก ควรจะไปใช้รุ่นที่ความเข้มข้นต่ำจะเหมาะสมกว่า ถึงจะขาวช้ากว่า แต่ก็จะไม่ทรมานเวลาใช้ และถ้าเราค่อยๆทำไปเรื่อยๆ ก็จะขาวได้ในระดับเดียวกับตัวยาความเข้มข้นสูงได้เช่นกัน

ผู้เขียนขอแบ่งวิธีการฟอกฟันขาวในปัจจุบัน ออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้

1. In-Office Whitening หรือ แบบทำในคลินิค

วิธีนี้เป็นแบบไปทำที่คลินิค โดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ข้อดีของวิธีนี้คือฟันจะขาวขึ้นโดยใช้เวลาไม่มากนัก จัดว่าขาวไวที่สุด แบบนี้จะใช้วิธีทา Peroxide เจลที่มีความเข้มข้นสูงลงบนผิวฟัน เนื่องจากเป็นตัวยาความเข้มข้นสูงจึงอาจจะทำให้เกิดอาการเสียวฟันค่อนข้างมากได้ โดยจะต้องมีการป้องกันเหงือกไว้ก่อนด้วยการการป้ายเจลหรือใส่ยางที่เรียกว่า Rubber Dam เอาไว้ ซึ่งโดยทั่วไปจะทำครั้งละ 15-20 นาทีหลายๆครั้ง จนครบ 1 ชั่วโมง ระหว่างนั้นก็จะใช้แสงเลเซอร์ หรือ แสงพลาสม่า เป็นตัวช่วยกระตุ้นปฏิกิริยาให้สารฟอกฟันขาวทำงานได้เร็วขึ้น สำหรับคนที่ฟันเหลืองมากๆ อาจจำเป็นต้องกลับมาทำเพิ่มอีกในภายหลัง หรือทันตแพทย์อาจแนะนำให้ซื้อเป็นชุดสำหรับให้เอากลับไปทำต่อที่บ้าน
การฟอกสีฟันแบบทำที่คลินิคนี้แน่นอนว่าเป็นราคาฟอกสีฟันที่สูงที่สุด โดยทั่วไปถ้าเป็นใช้เลเซอร์ ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 9,000- 15,000 บาท (ถ้าเป็นแสงแบบอื่นจะราคาถูกกว่านี้) แต่ก็ให้ผลดีที่สุดด้วย และครอบคลุมซอกหลืบในฟันมากที่สุด ซึ่งวิธีอื่นอาจจะไม่ครอบคลุมถึง
ปัญหาที่อาจจะพบก็คือ บางคนทำแล้วอาจจะได้ผลน้อย หรือไม่ได้ผลเลยก็เป็นได้ เพราะความขาวที่จะได้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับพื้นฐานสภาพฟันของแต่ละคน บางคนทำแล้วขาวมาก บางคนก็ขาวขึ้นนิดเดียว หรือบางคนไม่ดีขึ้นเลยก็มี ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างนึงในการที่จ่ายเงินลงทุนไปแล้วอาจจะไม่ได้ผลตามที่คาดหวังไว้
สำหรับผู้เขียนแล้ว มองว่าวิธีนี้ไม่คุ้มเท่าไหร่นัก ถึงแม้ว่าจะให้ความขาวสูงก็ตาม เพราะว่าสีของฟันจะเริ่มหม่นลงตามการใช้ชีวิตประจำวัน การกินดื่ม ชา กาแฟ หรือการสูบบุหรี่ กินอาหารที่มีสี ล้วนแล้วแต่มีผลต่อสีของฟันทั้งนั้น โดยปกติฟันที่ผ่านกระบวนการนี้มาแล้วจะสามารถคงความขาวอยู่ได้นานเฉลี่ยประมาณ 1 ปี อย่างมากก็ราว 2 ปี ขึ้นกับการดูแลรักษา ผู้เขียนจึงมองว่าการลงทุนประมาณ 10,000 บาทเพื่อผลลัพธ์ที่คงอยู๋ 1 ปีดูจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก ผู้เขียนมีควมเห็นว่าวิธีนี้เหมาะกับคนที่มีความจำเป็น อยากได้ฟันที่ขาวมากขึ้นสูงที่สุด โดยใช้เวลาน้อยที่สุด โดยไม่มีปัญหาเรื่องเงิน

2. Professionally Dispensed Take-Home Whitening Kits หรือ แบบคลินิคให้เอากลับไปทำด้วยตัวเองที่บ้าน

วิธีนี้เป็นการฟอกฟันขาวด้วยตัวเองที่บ้าน ภายใต้การควบคุมของทันตแพทย์ อาจจะเป็นการทำแยกต่างหากหรือต่อเนื่องจากการทำที่คลินิคก็ได้ โดยวิธีนี้จะให้ผลลัพธ์ที่ดีได้ แต่ต้องใช้เวลามากสักหน่อย เนื่องจากจะใช้ Peroxide เจล ความเข้มข้นต่ำ ผลที่ได้จะน้อยกว่าแบบทำที่คลินิค แต่ก็มีข้อดีคือจะทำให้ผลข้างเคียงจากอาการเสียวฟันน้อยกว่าด้วย
ขั้นตอนการทำคือ ทันตแพทย์จะพิมพ์ถาดฟัน ให้รับกับรูปฟันของผู้ใช้ โดยทำเป็นโครงไว้ เมื่อผู้ใช้จะใช้ก็จะทาตัวยาลงไปที่ตัวถาดพิมพ์ฟัน แล้วใส่เข้าไปครอบฟันไว้ หลังจากนั้นจะทิ้งไว้ระยะหนึ่ง ระหว่างนั้นห้ามกินอาหารหรือดื่มน้ำใดๆทั้งสิ้น โดยทั่วไปการใช้จะทิ้งไว้ประมาณ 1-4 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นแล้วแต่ความเข้มข้นที่ใช้ บางครั้งอาจใช้แล้วทิ้งไว้ทั้งคืน ยิ่งความเข้มข้นของตัวยาต่ำมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้เวลาทิ้งไว้ให้ติดกับฟันนานขึ้นเท่านั้น โดยจะทำต่อเนื่องกันราว 1 – 3 อาทิตย์
ตัวเจลมักจะมาในรูปหลอดฉีดยา และจะต้องใช้คู่กันกับถาดแม่พิมพ์ฟันที่ทำขึ้นมาโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้พอดีสำหรับแต่ละคน หากทำออกมาแล้วไม่แน่นพอดี มีการหลวม ก็จะทำให้ได้ผลน้อยลง จึงควรทำภายใต้การดูแลของทันตแพทย์
วิธีนี้ราคาค่าทำอยู่ในระดับปานกลาง โดยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 5000 – 8000 บาท วิธีนี้จะได้ผลช้ากว่าทำที่คลินิคเพราะตัวยาความเข้มข้นต่ำกว่า แต่ผลข้างเคียงจากอาการเสียวฟันก็จะน้อยกว่าด้วย ทั้งนี้ความขาวของฟันที่ได้จะแตกต่างกันตามสารฟอกสีฟันที่ใช้และ % ความเข้มข้น

3. Over-the-Counter Teeth Whitening หรือ แบบซื้อตามร้านทั่วไปมาทำด้วยตัวเอง
วิธีนี้เป็นแบบซื้อตามร้านทั่วไปกลับไปทำที่บ้านเอง โดยไม่ต้องผ่านการดูแลควบคุมโดยทันตแพทย์ แน่นอนว่าเป็นวิธีที่ถูกที่สุดและสะดวกมากที่สุดในวิธีทั้งหมด โดยจะใช้ตัวยาที่มีปริมาณความเข้มข้นต่ำ ยาสีฟันโพรฟี่ ซึ่งใช้เวลามากกว่าแบบทำที่คลินิค อาจจะเป็นราว 1 – 3 อาทิตย์ ในปัจจุบันมีเครื่องมือช่วยเร่งให้ประสิทธิภาพในการทำดีขึ้น คือมีชุดให้แสง LED แบบทำเองที่บ้านขายเพิ่ม โดยจะช่วยยิงแสงฟ้าเพื่อช่วยเร่งปฏิกิริยาให้เร็วยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งอุปกรณ์นี้จะเหมาะกับการใช้เจลมากกว่าแบบอื่น

ผลิตภัณฑ์แต่ละแบบจะใช้วิธีทำให้เนื้อเจลติดกับฟันโดยวิธีที่แตกต่าง อาจจะเป็น แบบแผ่นแปะติดกับฟัน หรือ แบบเป็นปากกาป้ายเจลลงบนฟันโดยตรง หรือ เป็นแบบถาดที่ต้องไปพิมพ์ฟันด้วยตัวเอง ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ดังนี้

3.1 แบบถาดพิมพ์ฟันด้วยตัวเอง หรือที่เรียกว่า Teeth Whitening Tray

จริงๆแล้วแบบนี้ก็คือแบบเดียวกันกับแบบที่ 2 ที่เป็นชุดเอากลับไปทำเองที่บ้าน โดยที่มีทันตแพทย์คอยควบคุมนั่นเอง แต่จะต่างกันตรงที่แบบนี้ผู้ใช้รับผิดชอบเองทั้งหมด ไม่เกี่ยวข้องกับทันตแพทย์ ตั้งแต่พิมพ์ถาดฟันด้วยตัวเอง

ประเด็นสำคัญของแบบนี้คือ จะมีแผ่นพลาสติคมาให้ผู้ใช้เอาไปขึ้นรูปเอง ลักษณะจะเป็นแผ่นพลาสติคที่เปลี่ยนรูปได้เมื่อโดนความร้อน วิธีใช้ก็จะเอาเจ้าตัวถาดพลาสติคนี้นี้ไปจุ่มในน้ำร้อนให้อ่อนตัวลงก่อน แล้วให้เอาเข้าไปใส่ครอบฟันของเรา พยายามใช้มือกดถาดพิมพ์ฟันที่อ่อนตัวแล้วแนบกับฟัน หลังจากนั้นจะรอให้เย็น เพื่อให้พลาสติคคงรูปได้ แล้วจึงถอดออก ตัวแผ่นพลาติคนี้ก็จะคงรูปของฟันเราไว้ เอามาตัดแต่งอีกหน่อยให้เหมาะสม แล้วเวลาใช้ก็ฉีดเจลเข้าไปที่แผ่นพลาสติคที่ขึ้นรูปฟันเอาไว้แล้ว แล้วเอาเข้าไปครอบฟันไว้ หลังจากนั้นทิ้งไว้ตามระยะเวลาที่กำหนด อาจจะ 1-4 ชั่วโมงหรือนานกว่านั้น ให้ดูตามคำแนะนำวิธีใช้ที่กล่องผลิตภัณฑ์
วิธีนี้จะมีข้อเสียที่มักพบคือ ขั้นตอนการทำที่ยุ่งยาก การขึ้นรูปถาดฟันเองนั้นทำได้ยาก มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก เพราะฉะนั้นโอกาสถาดพิมพ์ฟันหลวมมีสูง ทำให้เวลาใช้ได้ผลน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

3.2 แบบปากกา หรือ Teeth Whiening Pen

แบบนี้อันนี้มีลักษณะเป็นปากกาเลย น่าจะเป็นวิธีใช้ที่ง่ายที่สุด คือจะใช้วิธีการทาลงไปบนฟันโดยตรง หลีกเลี่ยงการที่ริมฝีปากกระทบกับฟันในช่วง 1 นาทีแรก หลังจากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 1 ชั่วโมง ค่อยล้างน้ำออก แบบนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไหร่ เนื่องจากเห็นผลค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับแบบอื่น

3.3 แบบแผ่นพลาสติคเคลือบเจล หรือ Teeth Whitening Strips

ลักษณะจะเป็นแผ่นพลาสติคเคลือบเจล โดยมีการออกแบบมาเป็นอย่างดี แผ่นเจลมีหลาย layer มีการเคลือบน้ำยาฟอกสีฟันเอาไว้ ปัจจุบันแบบนี้จะได้รับความนิยมค่อนข้างสูง เนื่องจากทำง่าย ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน บางรุ่นสามารถดื่มน้ำขณะใช้ได้ โดยไม่ทำให้ประสิทธิภาพลดลง

วิธีใช้ง่าย เพียงเอาแผ่นเจลไปแปะที่ฟัน แล้วกดให้แผ่นติดแนบกับผิวฟัน ทิ้งไว้ราว 30 นาที – 1 ชั่วโมง / ครั้ง ส่วนที่แผ่นเจลสัมผัสกับฟันก็จะขาวขึ้น ยาสีฟันโพรฟี่.

ivory caps

ivory caps แตงกวาเป็นพืชที่หาซื้อง่ายๆในบ้านเรา ทั้งมีราคาถูก รสชาติดีทั้งกรอกทั้งอร่อย กัดไปฉ่ำน้ำไปทั้งปาก คิดแล้วก็อยากกินตำแตงขึ้นมาทันใด ด้วยความที่แตกกวามีความฉ่ำน้ำมากหากนำมาพอกผิวหน้าแล้วจะช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื่น ผิวมีความยืดหยุ่น ประกอบด้วยแตงกวามีสารเอ็มไซม์ไคซินจึงทำให้แตงกวาเป็นที่นิยมนำมาทำโลชั่นบำรุงผิวเพิ่มความชุ่มชื่นเสมือนเดิมน้ำให้ผิวขาวเด้งนั่นเอง เมื่อแตงกวาจะดีขนาดนี้เราจัดมาทำสูตรพอกหน้าด้วยแตงกวาซะจะเป็นไรไป ตามสูตรมาเลยค่ะ แตงกวาทำให้ผิวขาว 1. แก้ปัญหาขอบตาคล้ำให้กลับมาสดใส เตรียมดังนี้ นำแตงกวาที่แช่เย็นแล้วหั่นเป็นแว่นบางๆ นำมาวางบนเปลือกตาทั้งสองข้างทิ้งไว้ 20-30 นาที แล้วล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้สภาพผิวบริเวณรอบดวงตาของคุณจะหายคล้ำแล้วกลับมาสดใสเปล่งประกายและชุ่มชื่นขึ้น ความเย็นจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดรอบดวงตาทำงานได้ดีขึ้นด้วย ivory caps.

ivory caps

ivory caps สูตรนี้สาวๆ สามารถทำเป็นประจำทุกวันก่อนนอน หรือในวันที่นอนหลับไม่เพียงพอหากมีเวลาว่างในตอนเช้านำสูตรนี้มาใช้ได้นะคะ แค่นี้ก็ไม่มีใครว่าเราหน้าโทรมแล้ว รอบดวงตาไม่บวมช้ำใบหน้าก็จะดูสดใสขึ้นแล้ว เพียงมีแตงกวาครีมรอบตาที่ว่าแพงๆไม่ได้ตังพี่หลอกน้อง ไอวอรี่แคป

มะนาวทำให้ผิวขาว

2. คืนความขาวใสให้สาวผิวมัน ivory caps

เตรียมดังนี้ แตงกวา 1 ผล น้ำมะนาว 1 ลูก นำไปปั่นให้เข้ากัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

สูตรคืนความขาวใสให้สาวผิวมันนี้ สามารถทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อเห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน สูตรนี้จะช่วยขจัดความมันบนผิวหน้าแล้วเติมความชุ่มชื่นให้กับผิว ผิวหน้านุ่มเด้ง เมื่อทำอย่างต่อเนื่องรับรองผิวหน้าจะขาวกระจ่างใสขึ้นอย่างแน่นอน

น้ำผึ้งทำให้ผิวขาว

3. เติมความชุ่มชื่นให้ผิวแห้ง

เตรียมดังนี้ แตงกวา 1 ลูก น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะปั่นให้เข้ากัน นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 20-30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
สูตรเติมความชุ่มชื่นนี้ ผิวหน้าชุ่มชื่นขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ สามารถทำได้บ่อยสัปดาห์ละ 4 ครั้ง จากผิวที่แห้งลอกเป็นขุยลองสูตรนี้สัก 1 อาทิตย์ผิวคุณจะกับมาชุ่มชื่นเหมือนเดิมแล้วคะ

ไข่ไก่ทำให้ผิวขาว

4.ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นให้จางหายไป

เตรียมดังนี้ แตงกวา 1ผล ไข่ไก่ 1ฟอง(ใช้เฉพาะไข่ขาวเท่านั้น) น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ นำมาปั่นรวมกัน แล้วนำมาพอกหน้า 15 นาที แล้วข้างออกด้วยน้ำสะอาด

สูตรลดริ้วรอยเหี่ยวย่นให้จางหายไป ในแตงกวามีสร้างต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอริ้วรอยและเติมเต็มริ้วรอยให้จางลง และช่วยกระชับรูขุมขน น้ำผึ้งจะช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื่น ผิวหน้าจึงดูขาวกระจ่างใสอย่างสมวัย

สูตรบำรุงผิวด้วยแตงกวานี้ แนะนำให้ล้างแตงกวาและปลอกเปลือกก่อนนำไปใช้ เพื่อป้องกันสารเคมีตกค้างในผัก เพื่อผลลัพธ์ของผิวหน้าที่ขาวกระจ่างใส ริ้วรอยจางหาย สวยใสอย่างปลอดภัยไร้สารเคมี สูตรนี้เป็นสูตรธรรมชาติดีต่อผิว รับรองทำต่อเนื่องผิวขาวใสแน่นอนค่ะ
Wow.. เห็นสูตรบำรุงผิวด้วยแตงกวาไปแล้วทำไม่ยากเลยใช่ไหม งั้นเรามาทำ “ผิวคล้ำ..อยากมีผิวขาว!! ทำซะเคล็ดลับผิวขาวใสด้วยแตงกวา ทำง่ายๆด้วยตัวคุณเอง” ไปด้วยกันนะค่ะ

ไม่ปฏิบัติว่าคนเกาหลีผิวดีจริง ใช้ครีมอะไรผิวหน้าเค้ายิ่งดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จึงไม่แปลกใจที่เราอยากจะมีหน้าเงาใสเหมือนสาวเกาหลี ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอยู่ในตอนนี้ ivory caps คือ สารสกัดจากเมือกหอยทาก(Snail cream) ช่วยให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม และด้วยคุณสมบัติพิเศษจากเมือกหอกทากที่ปล่อยออกมา ช่วยฟื้นฟูผิวหน้าและสมานผิวได้อย่างรวดเร็ว แม้ผิวหน้าอ่อนล้าเมื่อใช้ครีมเมือกหอยทากแล้วผิวของคุณจะดูเต่งตึงขึ้นถึง 80%

การวิจัยจาก LAB ชั้นนำระดับโลก ครีมเมือกหอยทาก หรือที่นิยมเรียกว่า ครีมหน้าเงา ครีมหน้าวาว ครีมหน้าเด่ง นั้น ได้รับการยอมรับว่าสามารถบำรุงผิวอย่างล้ำลึกถึงชั้นเซลล์ผิว จึงทำให้ผิวขาวสว่างกระจ่างใส เนียนนุ่ม พร้อมกระชับรูขุมขน จึงทำให้ครีมหน้าเงาเป็นครีมในฝันของสาวๆ

ครีมเมือกหอยทากมาจากไหน?

ประเทศชิลีเป็นประเทศแรกที่สามารถนำเมือกหอยทากมาเป็นส่วนผสมที่ใช้ในการบำรุงผิวพรรณ โดยพบว่า”คนงานในฟาร์มเลี้ยงหอยทากที่ขนหอยทากไปส่งร้านอาหารมีมือที่นุ่ม ร่องรอยบาดแผลที่มือก็สมานหายได้อย่างรวดเร็ว” และมีนักวิจัยได้คิดค้นต่อระบุว่าลักษณะของคอลลาเจน(collagen) และอิลาสติน(Eastin) ที่พบในเมือกหอยทากมีลักษณะคล้ายคลึงกับมนุษย์ และเมือกหอยทากยังมีสารประกอบที่ช่วยซ่อมแซมและบำรุงได้ดีอีกด้วย ivory caps.

พลูคาว

พลูคาว จากการศึกษาองค์ประกอบในน้ำมันหอมระเหย จากส่วนเหนือดินของพลูคาวโดยการกลั่นด้วยไอน้ำ พบว่าประกอบไปด้วยสารที่เป็นองค์ประกอบหลัก 3 ชนิดคือ capryl aldehyde, 2-undecanone และ lauryl aldehyde โดยปริมาณของสารในน้ำมันหอมระเหยที่พบในพลูคาวจากแต่ละท้องถิ่นนั้นมีองค์ประกอบเหมือนกัน แต่พบในสัดส่วนปริมาณที่แตกต่างกัน ดังมีรายงานปริมาณของ capryl aldehyde และ lauryl aldehyde ที่พบในประเทศไทยมีปริมาณมากกว่าที่พบในประเทศญี่ปุ่น ส่วนพลูคาวที่ปลูกในประเทศญี่ปุ่นมีปริมาณของ 2-undecanone มากกว่าพลูคาวที่ปลูกในประเทศไทย การที่สารในน้ำมันหอมระเหยมีสัดส่วนของปริมาณที่แตกต่างกัน อาจเนื่องมาจากสภาพแวดล้อม พื้นที่ สภาพอากาศที่แตกต่างกัน จากคุณสมบัติของพลูคาว ในการต้านเชื้อจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับสาเหตุการเกิดโรคต่างๆ ของคน จะเห็นว่าปัจจุบัน มีการนำพลูคาวมาผลิตเป็นอาหารเสริมกันมาก กล่าวอ้างสรรพคุณมากมาย อย่างไรก่อนจะบริโภคก็ขอให้พิจารณาให้ดีก่อนว่าเราจะรับประทานเพื่ออะไร พลูคาว.

พลูคาว

พลูคาว สรรพคุณของ พลูคาว หรือผักคาวตอง
หนังสือพลูคาว จากสถาบันวิจัยสมุนไพร สมุนไพรพลูคาวหรือผัก คาวตอง
ใบพลูคาว คาวตอง พลูคาว สมุนไพรคุณสัมฤทธิ์

ชื่อ ทางวิทยาศาสาตร์ เรียกว่า Houttuynia Cordata Thunb
ชื่อท้องถิ่น พลูคาว ผักคาวตอง ผักก้านตอง ผักข้าวตอง พลูแก
สมุนไพรพลูคาว เป็นพืชที่พบในประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
สมุนไพรพลูคาวเกี่ยวกับเภสัชวิทยา พลูคาว
เป็นเรื่องที่เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมดังต่อไป นี้

สมุนไพรพลูคาวกับภูมิคุ้มกัน
ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันโรค หรือมีความต้านทานโรค ไม่ให้โรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามาในร่างกาย สมุนไพรพลูคาวช่วยบำบัด อาการไอ จาม อักเสบ หอบหืด (ATOPIC ECZEMA) โรคหวัดเรื้อรัง,โรคข้ออักเสบรูมาตอยต์,โรคข้อไขสันหลังอักเสบ,โรคหนัง แข็ง,โรคกล้ามเนื้ออักเสบ,ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง(AIDS) โรคเอดส์ ผู้ป่วยโรคมะเร็งหรือผู้ได้รับสารกดภูมิคุ้มกัน

สมุนไพร พลูคาวกับโรคมะเร็ง
โรคมะเร็งเป็นเนื้องอกชนิดร้ายแรง เกิดจากเซลล์สุญเสียคุณสมบัติที่เรียกว่า CONTACT INHIBITION ทำให้เกิดการแบ่งตัวเป็นเซลล์ก้อนใหญ่ เรียกว่า “เนื้องอก” ถ้าเป็นเนื้องอกชนิดร้ายแรงจะมีการรุกล้ำ สามารถแพร่กระจาย(METASTASIS) ไปยังส่วนอื่นๆของร่างกายได้ ระยะแรกมักไม่แสดงอาการเจ็บปวด พลูคาว เมื่อก้อนเซลล์โตขึ้นจะเริ่มมีอาการปวดและมากขึ้น ร่างกายทรุดโทรมจนถึงแก่ชีวิตได้
รายงานการวิจัยฤทธิ์ทางภาสัชวิทยาของสมุนไพรพลูคาวที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง มีดังนี้
1.ฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็ง 5 ชนิด คือเซลล์มะเร็งปอด(HUMANLONG ADNOCRCINOMA) เซลล์มะเร็งรังไข่ (HUMAN OVARIAN ADNOCRCINOMA) เซลล์เนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย(HUMAN MALIGNANT MELANOMA) แต่ละชนิดอย่างมีนัยสำคัญ
2.ฤทธิ์ในการยับยั้ง การเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว(LEUKEMIC CALL LINES)
3.ฤทธิ์ในการทำลายเซลล์มะเร็งอื่นๆ ในประเทศจีน มีการใช้สมุนไพรพลูคาวในการรักษามะเร็งทางเดินอาหาร มะเร็งทางเดินหายใจ เนื้องอกในรังไข่ (OOPHOROMA) มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร เซลล์มะเร็งสมอง(HUMAN CNS CARCINOMA) เซลล์มะเร็งลำไส้ (HUMAN COLON ADNOCRCINOMA) และยังพบว่ายังมีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งอื่นๆ ได้อีก
สมุนไพรพลูคาวกับการฟื้นฟูโรคอื่นๆ
เบาหวาน ตับอักเสบ ตับแข็ง ไตอักเสบ เนื้อปอดพองลม ปวดขัดเบา ลดไข้ ขจัดสารพิษ เยื่อบุจมูกอักเสบ แก้โรคผิวหนัง โรคติดเชื้อต่างๆ ต้านไวรัสใข้หวัดใหญ่ ต้านการจับตัวของเกล็ดเลือดโพรงจมูกอักเสบ ควบคุมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้เร็วขึ้น

สมุนไพรพลูคาวกับการอักเสบ (ANTI-INFILAMMATION)
สมุนไพรพลูคาวมีฤทธิ์ ต้านการอักเสบโดย ไปยับยั้งการซึมผ่านเส้นเลือกฝอยของของเหลว,หลอดลม
อักเสบ,ปอดอักเสบ,ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก,ปวดฟัน,ขับปัสสาวะ(DIURETIC ACTIVITY)

สมุนไพร พลูคาวกับไวรัส
โรคที่เกิดจากไวรัสแบ่งเป็นการติดเชื้อได้ 3 แบบคือ
1. โรคที่เกิดจากไวรัส ที่มีอากาเฉียบพลัน เช่น ไข้ทรพิษ,หัดหัดเยอรมัน,หวัด,ตาอักเสบ เป็นต้น
2. โรคที่เกิดจากไวรัส ที่มีอาการเป็นๆ หาย เช่น เริม,งูสวัด เป็นต้น
3. โรคที่เกิดจากไวรัส ที่มีอาการเรื้อรัง เช่น เอดส์,โรคพิษสุนัขบ้า เป็นต้น สมุนไพรพลูคาว สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัส (POLIOVIRUS AND COXSACKIEVIRUS) โรคที่เกิดจากไวรัสในไก่,คางทูม,ต่อมทอมซินอักเสบ และปอดอักเสบในเด็ก

สมุนไพร พลูคาวกับเชื้อรา
รา เป็นจุลชีพชนิดหนึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ เซลล์เดียวหรือยีสต์(UNICELLULAR FUNGI OR YEAST) และหลายเซลล์หรือโมลด์(FILAMENTOUS FUNGI OR MOLD) รา เป็นสาเหตุของโรคที่เกี่ยวกับผิวหนังสมุนไพรพลูคาวสามารถรักษา กลาก,เกลื้อน,สังคัง,ฮ่องกงฟูต,สเก็ดเงิน,โรคปอดอักเสบ,เยื้อหุ้มสมองอักเสบ ที่เกิดจากเชื้อรา CRYPTOCOCCUS NEOFORMANS

สมุนไพรพลูคาวกับ แบคทีเรีย
โรคที่มีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่หลากหลายต่างกัน ตามชนิดของแบคทีเรีย ที่เป็นสาเหตุของโรค และขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดจากการติดเชื้อสมุนไพรพลูคาวสามารถป้องกัน อาการท้องเดิน,ท้องเสีย,ทางเดินปัสสาวะอักเสบ,การติดเชื้อทางเดินหายใจ,ฝี, โรคทางเดินอาหาร,โรคปริทันต์,โรคในระบบสืบพันธุ์,โรคติดเชื้อในช่อง ปาก,สิว,โรคผิวหนัง,กลาก,ขี้เรื้อนกวาง พลูคาว.