fos detox

fos detox การขับถ่ายในช่วงเช้า สำคัญอย่างไร ในช่วงเวลา 05.00 – 07.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่ ที่จะทำงานได้ดีีในการขจัดพิษ ถ้ายังไม่ยอมขับถ่ายอุจจาระนี้ อุจจาระจากลำไส้ใหญ่ที่ขับถ่ายไม่ออก จะถูกบีบตัวขึ้นมาจากลำไส้ใหญ่ ผ่านลำไส้เล็กมาที่กระเพาะอาหาร อุจจาระก็จะถูกดูดซึมอีกครั้งหนึ่ง ของเีสียจะย้อนกลับเข้าไปที่กระแสเลือด ดูดซึมไปยังเซลล์ เนื้อเยื่อ ไปตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เพราะฉะนั้นแก๊สพิษเหล่านี้จะถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือด เลือดจึงไม่สะอาด ถ้าเลือดไม่สะอาดไหลไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ไหลผ่านสมอง หัวใจ ปอด ม้าม ตับ ผิวหนัง อวัยวะเหล่านี้ก็จะได้รับแก๊สพิษด้วย เช่น ก่อนเที่ยงถึงบ่าย ง่วงนอนเพราะเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงหัวใจ หัวใจก็จะอ่อนล้าและไม่สดชื่น มีกลิ่นตัว กลิ่นปาก ก็มาจากเลือดไม่สะอาดไปเลี้ยงปอด ปอดก็จะขับออกทางผิวหนังและลมหายใจ ตัวเองอาจไม่ค่อยได้กลิ่น แต่คนอื่นจะได้กลิ่น เพราะฉะนั้นถ้าปล่อยไว้โดยไม่ขับถ่ายช่วงเวลา 05.00-07.00 น. นานๆ เข้าเป็นเวลาหลายๆ ปี ทำให้เลือดที่ไม่สะอาดไหลผ่านไปเลี้ยงสมองและอวัยวะต่างๆ เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ หรือเลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย จะเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้ เช่น – ผมร่วง หน้าแก่เร็ว คออักเสบง่าย – นอนไม่ค่อยหลับ นอนไม่เต็มอิ่ม ฝันบ่อย ปวดไหล่ ตื่นกลางดึกบ่อย ๆ – ปวดหัวข้างเดียว ปวดหู ปวดกระบอกตา เป็นไซนัส – เหงือกบวม เจ็บคอ เจ็บลิ้น ปวดชายโครง ปวดหลัง ปวดเข่า กระดูกสะโพก จะเคลื่อนได้ง่าย ปวดสะโพก ปวดข้อเท้าหลังเท้า วิตกกังวล อาจมีอาการทีละอย่าง หรือหลายอย่างพร้อมกัน fos detox.

fos detox

fos detox สมองเสื่อม ฟอส ดีท็อกซ์
จากงานวิจัยในประเทศไทย พบว่าวันข้างหน้า อีกประมาณ 4-5 ปี จะมีผู้ป่วยสูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมถึง 9 ล้านคน เมื่อเราทราบอย่างนี้แล้ว
ก็มาหาทางบำรุงสมองกันดีกว่า เพื่อป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมก่อนเหตุอันควร ซึ่งเมื่อเป็นแล้วจะเป็นภาระกับคนในครอบครัวอย่างมาก
ที่จะต้องมาคอยดูแลอยู่ตลอดเวลา fos detox

สาเหตุหนึ่งที่เลือดไปเลี้ยงสมองได้น้อย เป็นเพราะกินอาหารผัดน้ำมันต่อเนื่องเป็นประจำติดต่อกันหลายๆ ปี
น้ำมันจะเกาะผนังลำไส้ ทำให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารที่เป็นประโยชน์ไปเลี้ยงสมองได้น้อยหรือไม่ได้

การดีท็อกซ์ื มีประโยชน์อย่างไร

รายงานทางการแพทย์ การดูแลรักษาสุขภาพรูปแบบใหม่คือ การใส่ใจในลำไส้
90% ของความเจ็บป่วย มีต้นเหตุมาจากลำไส้

มนุษย์ทุกเพศทุกวัย ตื่นเช้าขึ้นมาสิ่งแรกที่ต้องทำและต้องทำทุกวันเป็นกิจวัตร ก็คือ อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน สระผม เพื่อทำความสะอาด
และชำระสิ่งสกปรกภายนอกร่างกาย แต่ที่สำคัญมากไม่แพ้กัน ก็คือ การทำความสะอาดภายใน ส่วนมากเรากลับมองข้ามไป ตั้งแต่เกิดมา
จนถึงปัจจุบันเราเคยชำระล้างภายในบ้างหรือไม่ ในอดีดที่ผ่านมาอายุเรายังน้อยร่างกายยังแข็งแรง อวัยวะทุกส่วนทำงานได้ตามปกติ
สามารถกำจัดและขับสารพิษได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้น สุขภาพร่างกายเสื่อมลง ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ไม่เต็มที่ การกำจัดสารพิษทำงานได้น้อยลง
ร่างกายเริ่มอ่อนแอ เช่น เริ่มปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย จนกระทั่งลุกลามใหญ่โตเป็นโรคร้ายเกินการควบคุม หยุดพักสักนิด
ให้เวลากับชีวิต โดยการล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย เช่น อาหาร อากาศ น้ำ สารเคมีต่าง ๆ ที่เป็นพิษ
ดีท็อกซ์มีประโยชน์และผลดีอย่างไร

1. ช่วยทำความสะอาดลำไส้ และแบคทีเรียที่เป็นโทษต่อร่างกาย สารพิษต่างๆ จะถูกชะล้างออกไป ลดการสะสมของสารพิษ
เมื่อสารพิษเหล่านี้ถูกกำจัดออกไป ลำไส้จะสามารถทำงานได้ตามปกติ

2. เป็นการบริหารกล้ามเนื้อลำไส ้ ของเสียที่ตกค้างมีผลทำให้ลำไส้อ่อนแอลง และทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ การล้างลำไส้จึงเป็นการช่วย
ส่งเสริมกล้ามเนื้อลำไส้ให้ทำงานได้มากขึ้น กล้ามเนื้อลำไส้ที่แข็งแรงและทำงานได้อย่างเป็นจังหวะ จะช่วยทำให้การผลักดันของของเสีย
เช่น กากอาหาร และอุจจาระออกจากลำไส้ได้เร็วขึ้น ไม่เกิดสารตกค้างจนกลายเป็นพิษ

3. ทำให้ลำไส้มีขนาดเป็นปกติ เมื่อลำไส้ทำงานอย่างผิดปกติ จะส่งผลให้โครงสร้างและขนาดลำไส้เปลี่ยนไป ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ
ตามมา การล้างลำไส้ ช่วยให้ลำไส้เกิดการเคลื่อนตัว ช่วยลดอาการบวมหรือโป่งพองของลำไส้ อันเนื่องมาจากการที่มีของเสียอุดตันบริเวณนั้น
ทำให้ลำไส้มีรูปร่าง ปกติตามธรรมชาติ การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ อาจทำให้ลำไส้กลับคืนสู่รูปทรงปกติได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น

4. กระตุ้นจุดตอบสนองของระบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งอวัยวะทุกส่วนจะมีการทำงานเชื่อมต่อกับลำไส้โดยจุดตอบสนอง
การล้างลำไส้เป็นการช่วยกระตุ้นจุดที่ว่านี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อร่างกายโดยรวม เช่น ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ไต ต่อมน้ำเหลือง และการหมุนเวียนของเลือด เป็นต้น

อาการผู้มีสารพิษสะสม ที่ควรทำดีท็อกซ์

สารพิษที่ตกค้างสะสมในร่างกาย มักจะเกิดอาการดังต่อไปนี้

– ปวดศีรษะบ่อย หงุดหงิด ปวดเมื่อยหลัง ไหล่ และคอ
– มีแผลร้อนใน ในปากเป็นประจำ และระบบเผาผลาญทำงานได้น้อย ทำให้ร่างกายอ้วน
– อ่อนเพลีย ง่วงนอน สมาธิไม่ดี ความจำเสื่อม
– ประสาทตึงเครียด ร่างกายไม่แข็งแรง
– หน้าตาหมองคล้ำ ผิวพรรณหยาบกร้าน
– ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก หรือถ่ายไม่ออก
– เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ และผายลมบ่อย
– ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ
– ปวดศีรษะ คลื่นเหียนอาเจียน เวียนศีรษะ และมีไข้ต่ำตลอดเวลา
– เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง
– เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล และเป็นฝีบ่อยๆ
– มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย
– ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อตามกระดูก ตลอดจนรูมาตอยด์
– มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ
– เป็นริดสีดวงทวาร ฯลฯ
ดีท็อกซ์ ดีอย่างไร

เนื่องจากของเสียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ มักถูกขับถ่ายออกได้ไม่หมด จึงตกค้างอยู่ในลำไส้ บางครั้งจะเกาะติดอยู่ตามผนังของลำไส้เป็นตะกรัน
สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลร้ายต่อร่างกายจนทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ของโรค เช่น ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ ผายลมบ่อย ๆ
ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ fos detox ปวดศีรษะ คลื่นเหียนอาเจียน เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง
มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล เป็นฝีบ่อย ๆ มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อและกระดูก ตลอดจนรูมาตอยด์
โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ ต่อมน้ำเหลือง ริดสีดวงทวารภายนอกหรือภายใน เป็นต้น ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคหรือมีอาการดังกล่าวนี้ จึงควรได้รับการล้างลำไส้
เพื่อขจัดของเสียและสารพิษที่คั่งค้างออกจากร่างกาย ทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงของโรคด้วย

การล้างลำไส้ ( Detox) จะช่วยทำความสะอาดและขจัดสิ่งสกปรกของเสีย กากอาหาร รวมทั้งสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ให้หมดไป

สุขภาพที่ดีต้องดูแลที่ต้นเหตุ คือ ดูแลระบบลำไส้ และเพื่อที่จะเอาสารพิษและตะกรันออก มี หลายวิธี เช่น การสวนด้วยน้ำ
การสวนทวารด้วยกาแฟ สวนด้วยน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น และทานอาหารที่มีเส้นใยสูง ซึ่งในภาวะปกติ เราต้องการอาหาร
ที่มีเส้นใยอาหาร วันละประมาณ 25 กรัม/วัน คนเราต้องการเส้นใยอาหาร เพราะ มนุษย์เราเป็นสัตว์กินพืช
ดังที่กล่าวแล้ว โดยดูจากฟัน ซึ่งเหมือนฟันวัว ม้าและควาย ลักษณะเป็นแถวเรียงเพื่อการบดเคี้ยวให้ละเอียด
และมีลำไส้ที่ยาวกว่าสัตว์ที่กินเนื้อ เช่น เสือ สิงโต สุนัขที่จะมีเขี้ยวเพื่อไว้ฉีก มีลำไส้ที่สั้นและมีน้ำย่อยที่แรงกว่า
และมากกว่าในคนและสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหารถึง 20 เท่า

ดังนั้น เมื่อคนเรากินเนื้อมากกว่าพืชผักผลไม้ ซึ่งย่อยยากกว่า ใช้เวลานานกว่าคือ 3 วัน (72 ชม.) ทำให้เกิดการหมักหมม
บูดเน่าและเป็นอาหารอย่างดีสำหรับแบคทีเรียเลว ทำให้เกิดแก๊สพิษ สารพิษและถูกดูดซึมไปตามกระแสเลือดทั่วร่างกาย
อีกทั้งที่ผนังลำไส้ก็เกิดการอักเสบ กลายเป็นเนื้องอก เนื้อร้ายและมะเร็งลำไส้ในที่สุด
ลำไส้ของคน มีความยาวเท่ากับ 6 เท่าของความสูงร่างกาย fos detox.

shania กล่องเขียว

shania กล่องเขียว มนุษย์ทุกเพศทุกวัย ตื่นเช้าขึ้นมาสิ่งแรกที่ต้องทำและต้องทำทุกวันเป็นกิจวัตร ก็คือ อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน สระผม เพื่อทำความสะอาด และชำระสิ่งสกปรกภายนอกร่างกาย แต่ที่สำคัญมากไม่แพ้กัน ก็คือ การทำความสะอาดภายใน ส่วนมากเรากลับมองข้ามไป ตั้งแต่เกิดมา จนถึงปัจจุบันเราเคยชำระล้างภายในบ้างหรือไม่ ในอดีดที่ผ่านมาอายุเรายังน้อยร่างกายยังแข็งแรง อวัยวะทุกส่วนทำงานได้ตามปกติ สามารถกำจัดและขับสารพิษได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้น สุขภาพร่างกายเสื่อมลง ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ไม่เต็มที่ การกำจัดสารพิษทำงานได้น้อยลง ร่างกายเริ่มอ่อนแอ เช่น เริ่มปวดศีรษะ ปวดเมื่อย เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย จนกระทั่งลุกลามใหญ่โตเป็นโรคร้ายเกินการควบคุม หยุดพักสักนิด ให้เวลากับชีวิต โดยการล้างสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย เช่น อาหาร อากาศ น้ำ สารเคมีต่าง ๆ ที่เป็นพิษ shania กล่องเขียว.

shania กล่องเขียว
shania กล่องเขียว ดีท็อกซ์มีประโยชน์และผลดีอย่างไร ชาเนีย กล่องเขียว

1. ช่วยทำความสะอาดลำไส้ และแบคทีเรียที่เป็นโทษต่อร่างกาย สารพิษต่างๆ จะถูกชะล้างออกไป ลดการสะสมของสารพิษ
เมื่อสารพิษเหล่านี้ถูกกำจัดออกไป ลำไส้จะสามารถทำงานได้ตามปกติ shania กล่องเขียว

2. เป็นการบริหารกล้ามเนื้อลำไส ้ ของเสียที่ตกค้างมีผลทำให้ลำไส้อ่อนแอลง และทำหน้าที่ได้ไม่เต็มที่ การล้างลำไส้จึงเป็นการช่วย
ส่งเสริมกล้ามเนื้อลำไส้ให้ทำงานได้มากขึ้น กล้ามเนื้อลำไส้ที่แข็งแรงและทำงานได้อย่างเป็นจังหวะ จะช่วยทำให้การผลักดันของของเสีย
เช่น กากอาหาร และอุจจาระออกจากลำไส้ได้เร็วขึ้น ไม่เกิดสารตกค้างจนกลายเป็นพิษ

3. ทำให้ลำไส้มีขนาดเป็นปกติ เมื่อลำไส้ทำงานอย่างผิดปกติ จะส่งผลให้โครงสร้างและขนาดลำไส้เปลี่ยนไป ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ
ตามมา การล้างลำไส้ ช่วยให้ลำไส้เกิดการเคลื่อนตัว ช่วยลดอาการบวมหรือโป่งพองของลำไส้ อันเนื่องมาจากการที่มีของเสียอุดตันบริเวณนั้น
ทำให้ลำไส้มีรูปร่าง ปกติตามธรรมชาติ การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ อาจทำให้ลำไส้กลับคืนสู่รูปทรงปกติได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น

4. กระตุ้นจุดตอบสนองของระบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งอวัยวะทุกส่วนจะมีการทำงานเชื่อมต่อกับลำไส้โดยจุดตอบสนอง
การล้างลำไส้เป็นการช่วยกระตุ้นจุดที่ว่านี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อร่างกายโดยรวม เช่น ตับ ถุงน้ำดี ตับอ่อน ไต ต่อมน้ำเหลือง และการหมุนเวียนของเลือด เป็นต้น

อาการผู้มีสารพิษสะสม ที่ควรทำดีท็อกซ์

สารพิษที่ตกค้างสะสมในร่างกาย มักจะเกิดอาการดังต่อไปนี้

– ปวดศีรษะบ่อย หงุดหงิด ปวดเมื่อยหลัง ไหล่ และคอ
– มีแผลร้อนใน ในปากเป็นประจำ และระบบเผาผลาญทำงานได้น้อย ทำให้ร่างกายอ้วน
– อ่อนเพลีย ง่วงนอน สมาธิไม่ดี ความจำเสื่อม
– ประสาทตึงเครียด ร่างกายไม่แข็งแรง
– หน้าตาหมองคล้ำ ผิวพรรณหยาบกร้าน
– ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก หรือถ่ายไม่ออก
– เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ และผายลมบ่อย
– ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ
– ปวดศีรษะ คลื่นเหียนอาเจียน เวียนศีรษะ และมีไข้ต่ำตลอดเวลา
– เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง
– เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล และเป็นฝีบ่อยๆ
– มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย
– ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อตามกระดูก ตลอดจนรูมาตอยด์
– มะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ
– เป็นริดสีดวงทวาร ฯลฯ
ดีท็อกซ์ ดีอย่างไร

เนื่องจากของเสียที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ มักถูกขับถ่ายออกได้ไม่หมด จึงตกค้างอยู่ในลำไส้ บางครั้งจะเกาะติดอยู่ตามผนังของลำไส้เป็นตะกรัน
สิ่งเหล่านี้จะเป็นผลร้ายต่อร่างกายจนทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ของโรค เช่น ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ ผายลมบ่อย ๆ
ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ ปวดศีรษะ คลื่นเหียนอาเจียน เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง
มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล เป็นฝีบ่อย ๆ มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อและกระดูก ตลอดจนรูมาตอยด์
โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ ต่อมน้ำเหลือง ริดสีดวงทวารภายนอกหรือภายใน เป็นต้น ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคหรือมีอาการดังกล่าวนี้ จึงควรได้รับการล้างลำไส้
เพื่อขจัดของเสียและสารพิษที่คั่งค้างออกจากร่างกาย ทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงของโรคด้วย

การล้างลำไส้ ( Detox) จะช่วยทำความสะอาดและขจัดสิ่งสกปรกของเสีย กากอาหาร รวมทั้งสารพิษที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ให้หมดไป

สุขภาพที่ดีต้องดูแลที่ต้นเหตุ คือ ดูแลระบบลำไส้ และเพื่อที่จะเอาสารพิษและตะกรันออก มี หลายวิธี เช่น การสวนด้วยน้ำ
การสวนทวารด้วยกาแฟ สวนด้วยน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น และทานอาหารที่มีเส้นใยสูง ซึ่งในภาวะปกติ เราต้องการอาหาร
ที่มีเส้นใยอาหาร วันละประมาณ 25 กรัม/วัน shania กล่องเขียว คนเราต้องการเส้นใยอาหาร เพราะ มนุษย์เราเป็นสัตว์กินพืช
ดังที่กล่าวแล้ว โดยดูจากฟัน ซึ่งเหมือนฟันวัว ม้าและควาย ลักษณะเป็นแถวเรียงเพื่อการบดเคี้ยวให้ละเอียด
และมีลำไส้ที่ยาวกว่าสัตว์ที่กินเนื้อ เช่น เสือ สิงโต สุนัขที่จะมีเขี้ยวเพื่อไว้ฉีก มีลำไส้ที่สั้นและมีน้ำย่อยที่แรงกว่า
และมากกว่าในคนและสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหารถึง 20 เท่า

ดังนั้น เมื่อคนเรากินเนื้อมากกว่าพืชผักผลไม้ ซึ่งย่อยยากกว่า ใช้เวลานานกว่าคือ 3 วัน (72 ชม.) ทำให้เกิดการหมักหมม
บูดเน่าและเป็นอาหารอย่างดีสำหรับแบคทีเรียเลว ทำให้เกิดแก๊สพิษ สารพิษและถูกดูดซึมไปตามกระแสเลือดทั่วร่างกาย
อีกทั้งที่ผนังลำไส้ก็เกิดการอักเสบ กลายเป็นเนื้องอก เนื้อร้ายและมะเร็งลำไส้ในที่สุด
ลำไส้ของคน มีความยาวเท่ากับ 6 เท่าของความสูงร่างกาย

การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เริ่มง่าย ๆ ที่ลำไส้ โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ ที่เรียกว่าเป็น “ถังขยะของร่างกาย”
สามารถเก็บขยะได้ชั่วคราว 2 วัน แต่บางคนเก็บนานกว่านั้น ลำไส้คนเรายาวเป็น 6 เท่าของความสูง
ปัญหาคือกินอาหารเข้าไปแล้ว ถ่ายออกมาหมดหรือเปล่า ? จะเห็นว่าลำไส้ใหญ่ของเรามีความโค้งงอ
ด้วยเหตุนี้หากเรามีนิสัยการกินที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม และอาหารที่ย่อยไม่หมด ทำให้เกิดการสะสมเน่าเสียในลำไส้

ถ้าอาหารที่บูดเน่า เก็บอยู่ในลำไส้เป็นเวลานานแบคทีเรียเลว จะได้รับอาหารและปล่อยสารพิษออกมามากมาย
เช่น ก๊าซแอมโมเนีย และซัลเฟอร์ออกไซด์ (ก่อสารพิษทำลายตับไต) ฮีสตามีน (ก่อสารพิษ เกิดโรคภูมิแพ้)
ก๊าซอินดอล,ฟินนอล, ไนโตรซาไมน์ (ก่อสารพิษ เกิดโรคมะเร็ง) สารพิษเหล่านี้ จะถูกดูดซึมผ่านเส้นเลือดฝอย
ที่ลำไส้เข้าสู่ร่างกาย ทำให้กระบวนการเผาผลาญของตับถูกรบกวน และนี่คือสารตกค้างทำให้เกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ มากมาย

จากรายงานการศึกษา เรื่องระบบลำไส้ในประเทศญี่ปุ่นพบว่า ร่างกายคนเราจะมีสารตกค้าง และของเสีย
อยู่ในลำไส้ประมาณ 2.7- 4.5 กิโลกรัม นี่ยังไม่นับรวมคนที่เป็นโรคท้องผูก ซึ่งมีสารตกค้างมากมาย
และน่ากลัวกว่าคนปกติ ดังนั้นคนที่เป็นโรคท้องผูก จะมีความเสี่ยงในการสะสมสารตกค้างและสารพิษในร่างกาย
ซึ่งเป็นอันตรายแล้ว ยังก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ มากมายกว่าคนทั่วไป

อาหารที่รับประทานเข้าไปแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

– อาหารที่มีเส้นใยมาก ได้แก่ ผัก ผลไม้ และธัญพืชต่างๆ
– อาหารที่มีเส้นใยน้อยหรือไม่มีเลย เช่น เนื้อสัตว์ ไขมัน แป้งขัดขาว ฯลฯ

การรับประทานอาหารที่ถูกต้องควรรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง 80% และรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อย 20% (ต่อวัน)
แต่ในกิจวัตรประจำวันทำได้น้อยมาก สำหรับอาหารที่มีเส้นใยอาหารน้อย เมื่อย่อยแล้วจะจับตัวกันจนเหนียว ทำให้เคลื่อนผ่านลำไส้ลำบาก
และเกาะติดอยู่ตามผนังลำไส้ ไม่ยอมเคลื่อนตัวเข้าสู่ระบบขับถ่ายตามปกติ ทำให้เกิดอาการท้องผูก ถ่ายลำบากและกากอาหารที่เกาะติดตาม
ผนังลำไส้เหล่านี้เป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียก่อให้เกิดการบูดเน่า เกิดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และเป็นจุดเริ่มต้นของโรคต่าง ๆ
เช่น โรคทางเดินอาหาร ท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ ผายลมบ่อย อาหารไม่ย่อย ท้องเสีย ลำไส้ใหญ่อักเสบ จนถึงการมีกลิ่นปากเหม็น
กลิ่นลมหายใจเหม็น แผลในปาก ลมพิษ หอบหืด และโรคภูมิแพ้ ฯลฯ ด้วยเหตุนี้การล้างลำไส้จึงเป็นแนวทางในการล้างพิษออกจากร่างกาย
ต้นเหตุของโรค(หลายโรค) เกิดจาก… ภาวะท้องอืด ท้องเฟ้อ ในท้องมีลมและแก็สพิษ

สาเหตุที่เกิดลม แก็สในท้อง มาจาก …
– ทานผลไม้ หลังทานข้าวอิ่มใหม่ ๆ ทำให้ผลไม้ถูกหมักเป็นเหล้า เป็นอาหารของเชื้อโรค จึงเกิดลม แก็สพิษเต็มท้อง
– การเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด การเร่งรีบทาน ทำให้กระเพาะไม่สามารถย่อยอาหารได้ดี
– การทานน้ำมากในช่วงรับประทานอาหาร หรือทานน้ำมากหลังอิ่มข้าวทันที ทำให้การย่อยอาหารไม่ดี
การป้องกัน ไม่ให้เกิดภาวะท้องผูก ท้องอืด ท้องเฟ้อ

– ควรทานผลไม้ ผัก ก่อนทานข้าว ไขมันและโปรตีน เพื่อน้ำจากผลไม้ ผัก จะถูกดูดซึมไปใช้ประโยชน์ก่อน
(ถ้าทานผลไม้หลังข้าว ไขมัน และโปรตีน ผลไม้และผัก จะไม่ย่อย จะไม่ถูกดูดซึมไปได้ใช้ประโยชน์้ ในที่สุดก็จะกลายเป็นอาหารของเชื้อโรคแทน)

– ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด อาหารที่ละเีอียดจะถูกดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ส่วนที่เหลือก็จะกลายเป็นของเสีย เป็นอาหารของเชื้อโรค
(การเคี้ยวอาหารละเอียด ร่างกายจะหลั่งน้ำย่อยในปากมาช่วยย่อยอาหาร จึงทำให้อาหารถูกดูดซึมไปใช้งานได้ทันที ไปเลี้ยงเซลล์ ทำให้ร่างกายเกิดพลังชีวิตทันที)

– ไม่ควรทานน้ำในช่วงทานอาหาร หรือหลังข้าวอิ่มใหม่ ๆ เพราะจะทำให้ไฟย่อยอาหารไม่ดี
(ควรทานน้ำ หลังทานข้าวอิ่มไปแล้ว 1-2 ชม.)
ประโยชน์การทานอาหารที่มีกาก หรือเส้นใย

การทาน ผลไม้ ผัก ที่มีกากหรือเส้นใย( Fiber) มาก จะช่วยไม่ให้เกิดภาวะท้องผูก
เส้นใย จะช่วยดูดน้ำไว้ในตัวอุจจาระ ทำให้ปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้นและไม่แข็ง ปริมาณอุจจาระเพิ่มขึ้น
จะเร่งให้มีการขนส่งอุจจาระผ่านลำไส้เร็วขึ้น ส่งผลให้มีการขับถ่ายอุจจาระเพิ่มขึ้นและง่ายขึ้น การดื่มน้ำมาก ๆ
และการออกกำลังกายจะช่วยให้ลำไส้ได้มีการเคลื่อนไหว นอกจากนี้การใช้เวลาที่เพียงพอ และไม่เร่งรีบในการถ่ายอุจจาระ
รวมทั้งการฝึกลักษณะนิสัยในการขับถ่ายอุจจาระให้เหมาะสม ควรทานอาหารที่ละน้อย ไม่กินอิ่มจนเกินไป

หลีกเลี่ยงอาหารไขมันเนื่องจากไขมัน จะทำให้เกิดภาวะท้องอืด อาหารไม่่ย่อย จะเกิดเมือกไปอุดตันลำไส้ได้

นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอกอออล์ทุกชนิด ,กาแฟ ของดอง , น้ำอัดลม และยาที่ทำให้มีอาการท้องผูกมากขึ้น
กินยาระบายเป็นประจำ… เป็นเหตุให้เกิืดโรคท้องผูกเรื้อรัง shania กล่องเขียว.

วิตามินซี 1000

วิตามินซี 1000 วิตามินซี เป็นชื่อที่คุ้นเคย คุ้นหูกันเป็นอย่างดีในวงการของเหล่าคนที่รักสุขภาพ โดยเฉพาะคุณสมบัติของวิตามินซี ที่ช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้มีความงดงาม ขาว เนียน กระจ่างสดใส ทำให้วิตามินซี ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทั้งในการเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เครื่องสำอาง หรือแม้แต่การรับประทานผ่านทางอาหารประเภทต่างๆ ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีปริมาณสูงๆ โดยคาดหวังว่าวิตามินซีจะช่วยทำให้ผิวพรรณของตัวเองสวยงามมากยิ่งขึ้น แต่ทราบหรือไม่ว่า นอกจากในเรื่องการดูแล บำรุงความสวยงามแล้ว วิตามินซีนั้น ยังมีบทบาทที่สำคัญอื่นๆ ในการช่วยบำรุงร่างกาย และอวัยวะอื่นๆของร่างกายให้มีประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งเจ้าวิตามินซี ช่วยอะไรได้บ้างนั้น สามารถติดตามอ่านได้จากบทความชิ้นนี้กันเลย
วิตามินซี ช่วยอะไร ต่อความงามบ้าง ไปดูกันเลย วิตามินซี ช่วยอะไรร่างกายได้บ้าง นอกจากความงาม? จากการศึกษาพบว่าวิตามินซี ช่วยอะไรต่อร่างกายได้อย่างมากมาย นอกเหนือจากเพียงเรื่องของความงาม ซึ่งวิตามินซี ช่วยอะไรได้บ้างนั้น หลักๆมีดังต่อไปนี้ วิตามินซี 1000.

วิตามินซี 1000
วิตามินซี 1000 1.ช่วยสนับสนุนการเจริญเติบโต และการพัฒนาการของร่างกายให้เป็นปกติ acerola cherry
2.ช่วยทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีมากยิ่งขึ้น
3.ช่วยในการสังเคราะห์คอลลาเจนในชั้นผิว อะเซโรล่า เชอรี่
4.ช่วยในการรักษาบาดแผลให้หายอย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
5.ทำหน้าที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้วิตามินซีเป็น วิตามินบำรุงผิว ที่มีประสิทธิภาพ
6.ช่วยป้องกัน หรือชะลอการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด
7.ช่วยป้องกัน หรือชะลอการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด และโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ
8.ช่วยเสริมประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันให้ดีมากยิ่งขึ้น
9.ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับหลอดเลือดฝอย
10.ช่วยลดความเมื่อยล้าน อ่อนเพลีย หรือสถาวะร่างกายอ่อนแรงให้น้อยลง
จากข้อมูลในเบื้องต้นคงจะทำให้หลายๆคนเห็นภาพแล้วว่า วิตามินซี ช่วยอะไรได้บ้าง และเป็นวิตามินที่ดีต่อสุขภาพ วิตามินซี กินตอนไหน ก็ได้ แต่ควรที่จะได้รับในปริมาณที่เหมาะสมอยู่เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ วิตามินซี 1000

ปริมาณวิตามินซีที่เหมาะสมในหนึ่งวัน
จำนวนปริมาณวิตามินซีที่เหมาะสมต่อร่างกายในหนึ่งวันนั้น วิตามินซี ผิวขาว เป็นปัญหาที่ชวนทำให้เหล่าคนรักสุขภาพต่างรู้สึกปวดหัวมาอย่างช้านาน ว่าวันหนึ่งควรกินเท่าใดดี และไม่ควรกินมากกว่าเท่าไหร่ จึงจะดีที่สุดต่อร่างกาย ซึ่งจากการศึกษาในปัจจุบันพบว่า ผู้ใหญ่วัยทำงานโดยปกติ มีความต้องการวิตามินซีวันละประมาณ 65-90 มิลลิกรัม ในขณะที่ขีดจำกัดของการรับประทานวิตามมินซีในหนึ่งวัน ควรจะไม่เกิน 2000 มิลลิกรัม ต่อวัน แต่อย่างไรก็ตาม วิตามินซีสามารถละลายน้ำได้ ดังนั้นต่อให้ทานมากจนเกินไป แต่ร่างกายก็สามารถที่จะขับวิตามินซีส่วนเกินออกทางปัสสาวะได้อยู่ดี ทำให้ไม่มีอันตรายร้ายแรงต่อร่างกายอย่างแน่นอน

เห็นไหมล่ะว่านอกจากผิวขาว วิตามินซียังช่วยอะไร ต่อมิอะไรต่อผิว ได้อย่างมากมายเลยทีเดียว

หลายคนคงจะเคยได้ยิน ได้ฟัง ประสิทธิภาพของ Vitamin C ผ่านหูกันมาบ้างว่า สามารถช่วยบำรุง เสริมความแข็งแรงให้กับผิวพรรณได้มากมายหลายอย่าง แต่เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยที่สงสัยว่า เอ.. ประสิทธิภาพเหล่านั้น มันมีงานวิจัยรองรับจริงๆหรือเปล่า หรือเพียงแค่มั่วนิ่มขึ้นมา เพื่อใช้เป็นกลยุทธ์ในการขายผลิตภัณฑ์ Vitamin C ของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าหัวใสเท่านั้น สำหรับในวันนี้ เพื่อช่วยคลายความสงสัยของบรรดาท่านผู้อ่านที่กำลังมีคำถามเหล่านี้อยู่ในใจ บทความชิ้นนี้ เลยได้ทำการรวบรวมผลงานวิจัยด้าน Vitamin C จากทั่วโลก จากบรรดาเหล่านักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านความงาม มาให้ลองอ่านทำความเข้าใจในคุณสมบัติที่แท้จริงของ Vitamin C ที่ได้ผ่านการศึกษามาแล้วจริง อย่างพอสังเขป โดยทำการอ้างอิงจากผลงานวิจัยของ ซี จอน์นสตัน, ซีจี เมยเอน์ และ เจซี ซิลาชามิ นักค้นคว้าของกรมทรัพยากรครอบครัว และพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยอริโซน่า สหรัฐอเมริกา ที่ได้ทำการศึกษาจนกระทั่งค้นพบประสิทธิภาพที่น่าสนใจของ Vitamin โดยสรุปดังต่อไปนี้
1.การศึกษาพบว่า Vitamin C เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระสำคัญที่ช่วยเพิ่มความอยู่รอดของ เซลล์บุผนังหลอดเลือด ที่มีส่วนผสมของกลูต้าไธโอนแบบเข้มข้นสูง

2.วิตามินซี สามารถช่วยเพิ่มระดับของกลูต้าไธโอนได้ในระดับ Humanlymphocytes

3.วิตามินซี และวิตามินอี สามารถช่วยป้องกัน ต่อต้านอาการเผาไหม้ที่ผิวจากการสัมผัสกับแสงแดด โดยมี ค่าเฉลี่ยของผู้ที่ MED วิตามินการเพิ่มขึ้น 80-96.5 mJ / cm2 (p <0.01) ในขณะที่มันลดลง 80-68.5 mJ / cm2 ในกลุ่มยาหลอก ไหลเวียนของเลือดที่ผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ (p <0.05) ส่วนใหญ่ปริมาณการฉายรังสีที่มีการลดลงของผู้ที่ได้รับวิตามินและการเพิ่มขึ้นในกลุ่มยาหลอก

4.จากทดลอง โดยให้ Vitamin C กับหนูตะเภา เป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่า หนูตะเภามีความสว่างของสีผิวเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ

จากผลการค้นคว้าวิจัย และทดสอบของนักวิทยาศาสตร์ในข้างต้น ช่วยทำให้เราเห็นว่า Vitamin C มีความสัมพันธ์อย่างมากในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยเพิ่มความเบา ขาวเนียนของสีผิวให้มากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากสภาพของสังคมในปัจจุบัน ที่เร่งรีบ กว่าจะเดินทางกลับถึงที่พักในตอนเย็นก็เรียกได้ว่าเหนื่อยล้าแสนสาหัส การไปหาอาหาร ที่อุดมไปด้วย Vitamin C เพื่อนำมาใช้ในการแก้ไขปัญหา ผิวพรรณของตัวคุณ ดังที่ได้แนะนำไปแล้วในตอนต้น ก็เหมือนจะเป็นสิ่งที่ยากจนเกินไป ดังนั้นการทานผลิตภัณฑ์วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน ก็จะเป็นการช่วยบำรุงผิวให้มีสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นได้เช่นกัน

วิตามินซี ผิวขาว เป็นชื่อที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ในกลุ่มของคนที่รีกสวยรักงาม ที่พยายามสรรหาวิธีการต่างๆมาเสริมบำรุงสุขภาพผิวของตัวเองให้ดีมากยิ่งขึ้น ทำให้วิตามินซี ผิวขาว ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากคุณสมบัติในการบำรุงผิวขาวที่ดี หาได้ง่าย อีกทั้งราคายังเรียกได้ว่าค่อนข้างถูกมากเลยทีเดียว ในวันนี้ จะพาทุกท่านไปเจาะลึกกันว่า เจ้าวิตามินซี ผิวขาวนั้น มีคุณสมบัติที่ช่วยทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างไรกันบ้าง และ วิตามินซี ช่วยอะไร ในด้านผิวพรรณอื่นๆ ได้บ้าง
วิตามินซี ผิวขาว สามารถช่วยในการบำรุงผิวพรรณของคุณได้ ด้วยคุณสมบัติที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้
1.ช่วยปกป้องเซลล์ผิวให้มีสุขภาพดี มารี เมอร์ฟี นักวิทยาศาสตร์โภชนาการ ประจำมูลนิธิผู้บริโภคของประเทศอังกฤษ กล่าวว่า วิตามินเป็นหนึ่งในวิตามินผิวบำรุงผิว ที่มีส่วนเกี่ยวกันธุ์สำคัญในการผลิตคอลลาเจน ซึ่งส่งผลช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นเป็นอย่างมากนั่นเอง
2.ช่วยในการรักษาบาดแผลให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ วิตามิน ซี ผิว ขาว ยังช่วยเพิ่มปริมาณของธาตุเหล็ก ที่ร่างกายสามารถดูดซับจากแหล่งอาหารประเภทพืช อาทิเช่น ผักคะน้า บล็อกโคลี่ และกะหล่ำ เป็นต้น ซึ่งเป็นการช่วยลดรอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นหลังจากการบาดเจ็บให้น้อยลง
3. อุดมด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ดี ทำให้วิตามินซีช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโมเลกุลที่เป็นอันตรายต่อความงาม อย่างอนุมูลอิสระ สารพิษ และมลพิษต่างๆในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.ช่วยลดความหยาบกร้านและริ้วรอยบนผิวได้เป็นอย่างดี คุณสมบัติของวิตามินซี ผิวขาว ข้อนี้ สืบต่อมาจากผลของการทำหน้าที่เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ดีของวิตามินซี ด้วยการส่งผลกระทบส่งผลกระทบต่อเซลล์ภายใน และภายนอกของร่างกาย การศึกษาที่ตีพิมพ์ภายในวารสารอเมริกันคลีนิกโภชนาการ ได้ทำการสำรวจแล้วพบว่า การบริโภควิตามิซีในปริมาณสูง มีความสัมพันธ์กับความลดลงของความหยาบกร้าน และริ้วรอยของผิวที่ดีมากขึ้น ด้วยการศึกษาผู้หญิงระหว่างอายุ 40 ถึง 74 ปี จำนวน 4025 ราย
5.ช่วยปกป้องเซลล์ผิวให้มีสุขภาพดี มารี เมอร์ฟี นักวิทยาศาสตร์โภชนาการ ประจำมูลนิธิผู้บริโภคของประเทศอังกฤษ กล่าวว่า วิตามินเป็นหนึ่งใน วิตามินผิวบำรุงผิว ที่มีส่วนเกี่ยวกันธุ์สำคัญในการผลิตคอลลาเจน ซึ่งส่งผลช่วยทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นเป็นอย่างมากนั่นเอง
6.ช่วยในการรักษาบาดแผลให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้วิตามินซี ยังช่วยเพิ่มปริมาณของธาตุเหล็ก ที่ร่างกายสามารถดูดซับจากแหล่งอาหารประเภทพืช อาทิเช่น ผักคะน้า บล็อกโคลี่ และกะหล่ำ เป็นต้น ซึ่งเป็นการช่วยลดรอยแผลเป็นที่เกิดขึ้นหลังจากการบาดเจ็บให้น้อยลง

ด้วยเหตุผลทั้ง 6 ประการที่ได้นำมาเสนอไปแล้วนั้น คงจะช่วยทำให้หลายคนเห็นภาพว่า วิตามินซี ผิวขาวนั้น มีส่วนคุณสมบัติที่สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณของคุณให้ขาวกระจ่างสดใสมากขึ้นได้จริง ซึ่งวิตามินซีสามารถที่จะหาได้จากมากมายหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ทานเข้าไปตามปกติในชีวิตประจำวันอย่างผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์บางประเภท เป็นต้น หรือสำหรับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา ก็อาจที่จะเลือกทานวิตามินซีผิวขาวในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริมก็ได้เช่นกัน ซึ่ง วิตามินซี กินตอนไหน ก็ได้ในหนึ่งวัน ขอเพียงแค่กินในปริมาณที่มากเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็พอ

วิตามินซี เป็นชื่อของแร่ธาตุ อาหารเสริม เพื่อสุขภาพที่คนทั่วโลกต่างคุ้นเคยกันดี ร่างกายของคนเราเองก็ต้องการได้รับวิตามินซี ในปริมาณที่เหมาะสมอยู่เป็นประจำทุกวัน แต่อย่างไรก็ตาม การเลือก วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี ท่ามกลางผลิตภัณฑ์จำนวนมากมายในท้องตลาด ณ ปัจจุบัน ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ค่อนข้างยากทีเดียว วิตามินซี 1000 ดังนั้น ในวันนี้ เพื่อเป็นการช่วยคลายความสงสัยในการเลือก วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี อย่างเหมาะสมได้ทำการรวบรวมวิธีการเลือก วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี เอามาฝากคุณผู้อ่านในบทความชิ้นนี้ กันเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ รับรองว่าต่อให้คุณผู้อ่านเป็นมือใหม่ที่กำลังเลือกซื้อวิตามินซีเป็นครั้งแรก ก็จะสามารถเลือกยี่ห้อที่ดีที่สุด เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายได้อย่างแน่นอนครับ

วิธีการเลือก วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี เหมาะกับร่างกายมากที่สุด
วิตามินซี เป็นหนึ่งในสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพมากที่สุด อีกทั้งยังช่วยในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ป้องกัน และซ่อมแซมการงอกใหม่ของเซลล์ นอกจากนี้ วิตามินซี ยังมีคุณสมบัติในการช่วยต่อต้านเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย ฟื้นฟูคอลลาเจน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากต้องทำการเลือก วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี ควรเลือกโดยอิงจากหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ครับ

1.ปริมาณของวิตามินซี ควรเลือกวิตามินซี ที่มีปริมาณอย่างน้อย 500 Mg เป็นขั้นต่ำที่สุดที่ร่างกายจะทำการดูดซึมเพื่อตอบสนองความต้องการ และไม่จำเป็นว่าจะต้องทำการได้รับปริมาณของวิตามินซีขั้นต่ำนี้พร้อมกันรวดเดียว คุณสามารถที่จะแบ่งทานในปริมาณน้อยๆ ตลอดทั้งวัน ขอเพียงแค่มีปริมาณโดยรวมที่มากเพียงพอเท่านั้น

2.เลือกวิตามินซีที่ไม่ผสมสารสร้างความหวาน เป็นสิ่งหนึ่งที่จำเป็นจะต้องพิจารณาเมื่อทำการเลือกซื้อ วิตามินซี ยี่ห้อไหนดี ประเภทรับประทาน เพราะน้ำตาล สารทำความหวาน เป็นสิ่งที่ขัดขวางการดูดซึมวิตามินซีเข้าสู่ร่างกาย

3.เลือกแหล่งที่มาของวิตามินซี วิตามินซีมีที่มาจากธรรมชาติได้หลายแหล่ง แต่วิตามินซี ที่ดีนั้น มักจะมาจากพริกแดง ส้ม สตอเบอร์รี่ เชอร์รี่ กีวี่ ฝรั่ง มะละกอ และผักใบเขียวเข้ม การเลือกแหล่งที่มาของวิตามินซี จากธรรมชาตินั้น จะช่วยทำให้ร่างกายมีการดูดซึมได้ดีมากขึ้น มากกว่าวิตามินซี ที่ได้รับทดลองสร้างขึ้นจากกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมี วิตามินซี 1000.

flow อาหารเสริมบำรุงสมอง

flow อาหารเสริมบำรุงสมอง สมองเลิศ ความจำดี เป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ต้องการจะให้มีอยู่กับตัวเรานานๆ ทำอย่างไรจึงจะป้องกันไม่ให้สมองเสื่อมก่อนวัย และ ทำอย่างไรจึงจะทำให้สมองยังคงดี อยู่กับเราตลอดชีวิต การเลือกรับประทานอาหารที่ดี เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยบำรุงสมอง เริ่มต้นดูแลสมองของคุณด้วยอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อสมองและความจำจะได้อยู่กับเราไปนานๆ 11 สุดยอดอาหารบำรุงสมอง และช่วยเพิ่มความจำ 1. ปลา จริงอย่างที่เขาว่ากันว่า กินปลาแล้วจะฉลาด โดยเฉพาะปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลา ทูน่า ปลาแซลมอน ปลาแฮริ่ง เป็นต้น พวกนี้เป็นอาหารที่ประโยชน์สูงสุดต่อสมองมาก แต่ถ้าหาปลาทะเลมารับประทานลำบาก หรือไม่มีเวลาเตรียมอาหาร ก็สามารถกินอาหารเสริมประเภท น้ำมันปลา แทนได้ 2. ผลไม้รสเปรี้ยวตระกูลเบอร์รี ได้แก่ บลูเบอรี่ สตรอว์เบอรี เชอรี จะช่วยเสริมสุขภาพสมอง ระบบหมุนเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง ช่วยลดความดันโลหิตที่สูงให้สมดุล มีวิตามิน และสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเพิ่มความสามารถในการคิด และระดับไอคิวได้อีด้วย ทั้งยังป้องกันการสูญเสียความจำระยะสั้น ช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาทในฮิปโปแคมปัส ที่ทำหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงต่อความทรงจำ โดยเฉพาะบลูเบอร์รีสด จะดีต่อความจำระยะยาวมากที่สุด เหมาะแก่การรับประทานเป็นอาหารว่าง เพราะไม่ทำให้อ้วน และยังได้วิตามินซีเพิ่มอีกด้วย flow อาหารเสริมบำรุงสมอง.

flow อาหารเสริมบำรุงสมอง

flow อาหารเสริมบำรุงสมอง 3. ผักโขม

ช่วยลดอาการความจำเสื่อมได้ โดยเฉพาะในผู้หญิง มีการวิจัยพบว่า หญิงวัยกลางคนที่รับประทานผักโขม ร่วมกับผักใบเขียวชนิดอื่นๆ เป็นประจำ จะช่วยลดอาการความจำเสื่อมไปได้ถึง 2 ปี

ผักโขม มีเอนไซม์ที่ดีต่อความแข็งแกร่งของปลายเซลล์ประสาท และเสริมความแข็งแรงตัวรับส่งข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาท

ทั้งยังมี กรดโฟลิกสูง ที่ดีต่อการจำ ช่วยรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย นักประสาทวิทยาแนะนำว่า ควรกินผักโขม อย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะผักโขมที่ปลูกแบบออร์แกนิก ซึ่งไร้สารพิษตกค้าง flow อาหารเสริมบำรุงสมอง

4. ไข่

เป็นที่รู้จักกันดีว่าช่วยพัฒนาระบบการทำงานของสมอง โดยล่าสุดนี้พบว่า สาร “โคลิน ” ในไข่ไก่ จะทำหน้าที่สำคัญต่อการพัฒนาการทำงานของสมอง และความจำ

โดยมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ในสหรัฐอเมริกา ค้นพบว่า สมองของทารกที่มารดารับอาหารที่มีโคลินนั้น จะมีพื้นที่การจดจำ และความสามารถในการจำมากกว่า

ไข่ไก่ สามารถให้พลังงานนานนับหลายชั่วโมง ไม่ทำให้หิวบ่อยๆ และไม่ต้องกลัวโคเลสเตอรอลสูงอีกด้วย

5. อาหารแบบเมดิเตอร์ริเนียน

ที่ เน้นน้ำมันมะกอก สุดยอดน้ำมันที่สกัดจากพืชโอเมก้า 3 ที่ดีต่อสมองในปริมาณสูง เป็นส่วนประกอบสำคัญ ส่วนผสมอื่นๆ ของอาหารปะเภทนี้จะเน้นผักและผลไม้

โดยเฉพาะมะเขือเทศ ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสมอง และลดอาการสมองเสื่อมได้ คนที่บริโภคแบบเมดิเตอร์ริเนียนนี้เป็นประจำ

จะช่วยลดอัตราการเป็นโรคความจำ เสื่อม หรือหลงลืมได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว

6. แครอท

หากต้องการกระตุ้นให้สมองทำงานอย่างสดชื่นแบบเร่งด่วน ควรรับประทานผลไม้สด โดยเฉพาะแครอทสด โดยรับประทานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะช่วยกระตุ้นให้มีความจำที่ดีได้

7. พืชตระกูลถั่ว

ไม่ว่าจะเป็น ฮาเซลนัท อัลมอนด์ ถั่วลิสง แมคคาเมีย และวอลนัท ที่ถือได้ว่าเป็นราชาแห่งถั่ว ล้วนเป็นแหล่งรวมโปรตีน มีไฟเบอร์สูง และมีไขมันดีมาก

เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่ช่วยทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉง ขณะที่โปรตีนและไขมันช่วยให้ร่างกายสมดุล สงบ ผ่อนคลาย อีกทั้ง ยังมีวิตามินอีที่สำคัญต่อกระบวนการคิดและจำ

8. อาหารประเภทธัญพืช

เช่น เมล็ดดอกทานตะวัน เมล็ดงา เมล็ดแฟลกซ์ ที่มีโปรตีนสูง มีไขมันดี และวิตามินเอสูง ขณะเดียวกัน ก็มีสารต้านอนุมูลอิสระ

ที่ช่วยเพิ่มสารอาหารกระตุ้นสมอง อย่าง แมกนีเซียม ทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงสมองได้ดี เต็มไปด้วยเส้นใยอาหาร มีปริมาณโปรตีนที่เหมาะสม

รวมทั้ง ยังมีโอเมก้าสูง และจะดีมากหากรับประทานเป็นอาหารเช้า เพื่อเพิ่มพลังในวันใหม่

9. แอปเปิ้ล

การดื่มน้ำแอปเปิลวันละประมาณ 2 แก้ว หรือรับประทานแอปเปิลวันละ 2-3 ลูก มีส่วนช่วยเพิ่มการสร้างสื่อประสาทใบสมองที่มีชื่อว่า “อะเซทิลโคลีน”

ซึ่งเป็นตัวกำหนดความสามารถเรียนรู้ในการจำ และการเรียนรู้ และยังเพิ่มประสิทธิภาพความจำของสมอง ส่วนฮิปโปแคมปัส จึงช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อมได้

10. ช็อกโกแลต

ช็อกโกแลต ช่วยกระตุ้นสมอง มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยระบบหมุนเวียนเลือด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้ ที่สำคัญช่วยพัฒนาความจำได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ ยังที่ผลิตสารเอ็นดอร์ฟิน และเซโทโรนิน ที่เป็นสารแห่งความสุขในสมอง ทำให้อารมณ์ดี

โดยพกแท่งเล็กๆ ไว้ในกระเป๋าไว้กินเวลาว่าง เมื่อต้องการความสดชื่นจะช่วยผ่อน คลายสมองได้

11. แปะก๊วย

เป็น พืชสมุนไพรที่ใช้ในการรักษา โรคสมองเสื่อม โรคซึมเศร้า อาการหลงๆ ลืมๆ จึงนิยมแนะนำให้ใช้เพื่อปรับปรุงระบบไหลเวียนโลหิตในสมอง

เพราะเมื่อสมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ย่อมเสื่อมสมรรถภาพและฝ่อไปในที่สุด ส่งผลต่อการกระทำงานและประสิทธิภาพของสมอง และยังมีการสกัดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อบำรุงสมองอีกด้วย

หอยนางรม

ไม่ใช่หอยทุกชนิดจะเป็นอาหารสมองได้ แต่หอยนางรมน่ะใช่แน่ ๆ เพราะมีทั้งซีลีเนียม แมกนีเซียม โปรตีน และแร่ธาตุอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อสุขภาพสมอง ก่อนหน้านี้เคยมีการทดลองพบว่า คนที่กินหอยนางรมมีความจำและอารมณ์ดีขึ้นด้วย

12.ผักใบเขียว

ผักโขม คะน้า ปวยเล้ง บร็อกโคลี่ กวางตุ้ง ฯลฯ ไม่ว่าคุณจะชอบผักใบเขียวชนิดไหน ควรพยายามกินทุกวัน ผักใบเขียว อุดมด้วยธาตุเหล็ก ถ้าขาดธาตุเหล็ก ก็อาจมีโรคต่าง ๆ ตามมาได้ เช่น กลุ่มอาการขาอยู่ไม่เป็นสุข (Restless Legs Syndrome) อาการเหนื่อยล้า อารมณ์เสีย สมองตื้อตัน และปัญหาสภาพจิตอื่น ๆ

13.มะเขือเทศ

แม้ใคร ๆ จะรู้กันว่ากินมะเขือเทศแล้วผิวสวย แต่มะเขือเทศเองก็จัดว่าเป็นอาหารสมองชั้นดีเหมือนกัน เพราะมันมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อว่าไลโซปีน จึงช่วยป้องกันโรคหลงลืมได้ เพียงแต่ต้องผ่านความร้อนก่อนเพื่อให้เรารับไลโคปีนได้เต็มที่ อย่างนี้ก็หมายความว่าซอสมะเขือเทศ ก็มีประโยชน์น่ะสิ? จริง แต่ว่าซอสมะเขือเทศก็มากับน้ำตาล เช่นกัน หากเป็นไปได้ก็ทำอาหารเองจะดีกว่านะ

14.น้ำมันมะกอก

อย่าลืมว่าร้อยละ 60 ของสมองคือไขมัน ดังนั้น เราไม่สามารถมองข้ามไขมันไปได้ การศึกษาจำนวนมากชี้ว่า ถ้าไม่มีไขมันแล้วเราจะคิดอ่านไม่ชัดเจน อารมณ์แปรปรวน และอาจเป็นโรคนอนไม่หลับ การกินอาหารที่อุดมด้วยไขมันนั้นจำเป็นมาก ๆ ต่อสมองที่ปลอดโปร่ง ความจำที่ดี และอารมณ์ที่สมดุล ทั้งนี้ อาหารสำเร็จรูปขนมกรุบกรอบ หรือแม้แต่น้ำราดสลัดส่วนใหญ่จะใช้น้ำมันข้าวโพด หรือน้ำมันอื่น ๆ ที่มีไขมันโอเมก้า-6 ตรงนี้ต้องคอยสังเกตไว้ ถึงจะชื่อว่าโอเมก้า-6 แต่ก็ไม่ใช่ไขมันที่ดี

15.น้ำสะอาด

เพื่อสมองที่แจ่มใส จะขาดน้ำเปล่าไปไม่ได้ อย่าลืมหาโอกาสจิบน้ำเปล่าตลอดทั้งวัน (และสูดอากาศบริสุทธิ์ด้วย) การดื่มน้ำเปล่ากับสูดอากาศจะช่วยเพิ่มพลัง flow อาหารเสริมบำรุงสมอง และทดแทนออกซิเจนเข้าไปในเซลล์ ทำให้สมองของคุณไม่รู้สึกเหนื่อยล้ามากเกินไปนัก อย่างไรก็ตาม ต้องหลีกเลี่ยงน้ำหวานหรือน้ำอัดลม ของพวกนี้มีทั้งน้ำตาล และกาเฟอีนอยู่ในปริมาณมากเกินไป ซึ่งอาจนำไปสู่การเสพติดได้เลยทีเดียว

16.ผงกะหรี่

เครื่องปรุงนี้เป็นหนทางที่ดีในการเพิ่มรสชาติ ให้แก่สมอง ส่วนประกอบหลักในผงกะหรี่ คือขมิ้น และขมิ้นก็มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่มากมาย มันจะช่วยต่อสู้กับอนุมูลอิสระ ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสมองและร่างกาย นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันโรคเบาหวานและโรคหัวใจได้ด้วย เพียงแค่เดือนละครั้งที่กินกะหรี่ก็มีผลดีต่อสมองแล้วล่ะ

17.ไข่

มีทั้งโปรตีนและไขมันซึ่งให้พลังงานแก่สมองได้นานหลายชั่วโมง นอกจากนี้ ซีลีเนียมในไข่ออร์แกนิกก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า จะช่วยให้อารมณ์ดีขึ้นได้

18.โยเกิร์ต

เป็นอาหารว่างที่ง่ายและมีประโยชน์ด้วยโปรตีนและแคลเซียม โปรตีนสำคัญมาก ต่อสารสื่อประสาทที่จะช่วยให้สมองแจ่มใส ส่วนแคลเซียมก็ช่วยในเรื่องของความจำ แต่ก็ต้องดูว่าโยเกิร์ตนั้น ไม่มีน้ำตาลมากเกินไป ถ้าจะให้ดีกว่านั้น ก็ลองกินคู่กับธัญพืชต่าง ๆ เพื่อเป็นของว่างเมื่อไหร่ก็ได้ที่หิว

19.ช็อกโกแลต

ไม่ว่ารสชาติหรือประโยชน์ช็อกโกแลตก็ดีตรงที่มีสารช่วยกระตุ้นสมอง มีปริมาณกาเฟอีนในระดับที่พอเหมาะ เพิ่มสารเซโรโทรนินซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุข นอกจากนี้ ดาร์กช็อกโกแลตยังมีใยอาหารจำนวนมาก (ยังจำกันได้มั้ย ใยอาหาร = หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง = สมองแข็งแรง)

20.กระเทียม

ถ้าไม่สงสารคนนอนข้าง ๆ ก็กินกระเทียมสด ๆ เลย เห็นเล็ก ๆ อย่างนี้ กระเทียมเต็มไปด้วยสารอาหารมากมาย ไม่เพียงแต่มันจะมีชื่อเสียงในเรื่องการลดระดับคอเลสเตอรอล “เลว” และทำให้หลอดเลือดหัวใจแข็งแรง กระเทียมยังช่วยส่งสารต้านอนุมูลอิสระไปที่สมองด้วย flow อาหารเสริมบำรุงสมอง.

super nano collagen

super nano collagen ด้วยสภาพของสังคมที่เต็มไปด้วยมลภาวะในปัจจุบัน ทำให้ผิวพรรณ ค่อยๆถูกทำลายลงไปทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว แต่ ณ ปัจจุบัน ด้วยความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ และความรู้ต่างๆ ทำให้คุณสามารถที่จะป้องกัน และบำรุงฟื้นฟูสุขภาพของผิวพรรณที่ถูกทำร้ายจนหมองคล้ำ ให้กลับมามีสุขภาพที่ดีได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ด้วยเพียงแค่การทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมวิตามินซี เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอเท่านั้นเอง อยากจะบอกว่า เราอยู่ในยุคที่อาหารเสริม และวิตามินต่างๆ วางเรียงรายอยู่ในผลิตภัณฑ์มากมายให้เลือกสรรในร้านขายยา หรือร้านขายผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ซึ่ง คอลลาเจนเม็ด เอง ก้เป็นหนึ่งในสินค้าจำนวนมาก ที่ถูกผลิตออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ที่ต้องการเสริมสร้างคอลลาเจนให้กับร่างกายของตัวเอง ถึงแม้เราจะทราบกันดีว่า คอลลาเจน เป็นสิ่งที่ร่างกายสามารถสัเคราะห์ขึ้นได้เองตามธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกัน เมื่ออายุร่วงเลยมากขึ้น การสังเคราะห์คอลลาเจนภายในร่างกายเองก็จะค่อยๆลดน้อยถอยลงตามไปด้วย ทำให้การเสริมคอลลาเจนจากแหล่งอื่นๆภายนอกร่างกายตามธรรมชาติ จึงกลายมาเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างมาก ซึ่งแหล่งหลักๆของคอลลาเจนที่ร่างกายสามารถได้รับก็คือ จากมื้ออาหารตามธรรมชาติ และจากแหล่งอาหารเสริมสำเร็จรูป เช่น คอลลาเจนเม็ด คอลลาเจนผง เป็นต้น super nano collagen.

super nano collagen

super nano collagen การได้รับคอลลาเจนเม็ดเสริมในส่วนที่ขาดหายไปตามวันเวลาที่ผ่านไป ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะคอลลาเจนประเภทเปไทป์ ที่มีโมเลกุลเล็กจนกระทั่งง่ายมากๆ ในการดูดซึม ซึ่งแพทย์ผิวหนังทั่วโลกหลายคน มองว่า คอลลาเจนเม็ด คอลลาเจนผง เองก็ถือว่าเป็นหนึ่งของรูปแบบที่มีความแปลกใหม่เป็นอย่างมาก ในการรับคอลลาเจนจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย ซุปเปอร์ นาโน คอลลาเจน

อย่างไรก็ตามคอลลาเจนเม็ด คอลลาเจนผง เป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าค่อนข้างใหม่มากในวงการวิทยาศาสตร์ด้านผิวหนัง ยังมีข้อถกเถียงกันในวงการวิชาการว่า ผลลัพธ์ในการศึกษาคอลลาเจนสำเร็จรูปว่ามีผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมต่อผิวหนังนั้นเกิดขึ้นจากผลของคอลลาเจนเม็ดเหล่านั้นจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่ความบังเอิญเท่านั้น เพราะในกลุ่มนักวิชาการ ผู้คัดค้านการทานคอลลาเจนสำเร็จรูป ได้ให้เหตุผลโต้แย้งว่า โปรตีนทั้งไม่ว่าจะเป็นคอลลาเจนเปปไทป์ โปรตีนชีวะภาพ หรือแม้แต่น้ำซุปกระดูกหมู ที่อุดมไปด้วยคอลลาเจนจำนวนมากอย่างที่ทราบกันดี คอลลาเจนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีมวลในลักษณะเดียวกัน ดังนั้น เมื่อทำการรับประทานผ่านลงไปในกระเพาะอาหาร ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ คอลลาเจนเหล่านั้นจะถูกย่อยสลายจนกระทั่งกลายเป็นกรดอะมิโนขนาดเล็ก และเมื่อถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เราก็ไม่สามารถกำหนดให้พวกมันมุ่งเป้าหมายไปที่อวัยวะเฉพาะส่วน อย่างเช่นผิวหนังได้ super nano collagen
ถึงแม้ว่าข้อเท็จจริงของคอลลาเจนสำเร็จรูป จะยังคงเป็นสิ่งที่สร้างความคลุมเคลือให้กับวงการวิทยาศาสตร์ความงามเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ก็ยังสามารถค้นพบว่า ภายในผลิตภัณฑ์ คอลลาเจนเม็ด คอลลาเจนผงเหล่านี้ ถ้าหากมีส่วนผสมบางประเภท ที่สามารถช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนภายในร่างกายได้ตามธรรมชาติ หรือส่วนประกอบที่มีคุณสมบัติในการต่อต้านริ้วรอย ส่วนเหล่านี้ ก็จะสามารถสร้างผลลัพธ์ในการลดเลือนริ้วรอยบนผิวให้น้อยลง ซึ่งมีผลคล้ายคลึงกับการเติมเต็มคอลลาเจนให้กับชั้นผิวได้เช่นกัน

ในร่างกายคนเราประกอบด้วย คอลลาเจนมากถึงประมาณ 30-40% เมื่อคอลลาเจนในร่างกายน้อยลงจึงมีผลกระทบอย่างมากต่อร่างกาย เฃ่น ผิวหนัง จะแห้งกร้าน super nano collagen หยาบกระด้างเหี่ยวย่น และมีตกกระ, สุขภาพ กระดูกข้อต่อเสื่อม อาจทำให้มีอาการเจ็บเข่า ปวดหลัง ปวดเอว ระบบไหลเวียนโลหิตเสื่อม และอาจจะทำให้ระบบอื่นๆ เสื่อม การเผาผลาญไขมันน้อยลง ดูแก่ เช่น ผมขาว เล็บเปราะง่าย สุขภาพโดยรวมไม่ดี

ในคนเราเมื่อมีอายุ 25 ปีขึ้นไป คอลลาเจน (collagen) จะเริ่มเสื่อมสภาพลง เพราะอัตราการสังเคราะห์คอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนังในชั้นหนังแท้จะลดลงถึง 1.5% ต่อปี และจะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่เราสามารถทดแทนคอลลาเจนที่สูญเสียไปได้โดยการนำสารสกัดโปรตีนคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกายซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธี คือ การฉีดเข้าใต้ผิวหนังชั้นหนังแท้ และ การรับประทานในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น มีเลิฟ ซึ่งหากจะเปรียบเทียบระหว่างการฉีดและการทานแล้ว จะพบว่าวิธีการทานนั้นง่ายและสะดวกมากกว่าการฉีด ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากแถมยังมีค่าใช้จ่ายสูง และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ

คอลลาเจนสำคัญกับผิวพรรณอย่างไร

คอลลาเจน (collagen) ถูกนำมาใช้ในการแพทย์ เช่น ลดการอักเสบของผิวหนัง ใช้เป็นไหมละลายในการผ่าตัด ในวงการผิวพรรณและความงามก็นำคอลลาเจนมาใช้เป็นส่วนประกอบกันอย่างแพร่หลาย เช่น สกินแคร์ที่มีสารไมโครคอลลาเจน และวิตามินซีช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ไฟโบรบลาสท์ หรือการฉีดคอลลาเจนเข้าสู่ผิวโดยตรง ซึ่งทำให้ผิวเรียบตึงขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ต้องฉีดซ้ำทุกๆ 6 เดือน ส่วนในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อผิวสวยนิยมใช้คอลลาเจนที่สกัดจากปลาทะเลน้ำลึกเพราะมีโครงสร้างคล้ายคลึงกับคอลลาเจนในร่างกายมนุษย์มากที่สุด super nano collagen.

หลินจือมิน

หลินจือมิน มหัศจรรย์“เห็ดหลินจือแดง” คืนสุขภาพดีให้กับตัวคุณ 3.ระบบประสาท เห็ดหลินจือแดงจัดเป็นสารปรับสมดุล ซึ่งหมายถึงสารที่ช่วยให้ร่างกายฟื้นคืนสภาพปกติจากสิ่งต่างๆ โดยสามารถลดความตึงเครียดในสมอง ช่วยให้ระบบหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองทำงานดีขึ้น ทั้งยังเพิ่มปริมาณออกซิเจนที่ไปเลี้ยงสมองสูงถึง 1.5 เท่า 4.ระบบต่อมไร้ท่อ ไม่ว่าจะเป็นต่อมไทรอยด์ ต่อมไทมัส ต่อมหมวกไต ต่อมลูกหมาก และที่มองข้ามไม่ได้ คือ ตับอ่อนที่หลั่งฮอร์โมนอินซูลิน พบว่าเห็ดหลินจือแดงมีสารสำคัญที่ช่วยให้การทำงานของต่อมไร้ท่อต่างๆ เกิดความสมดุล เช่น ผู้เป็นเบาหวานเมื่อรับประทานเห็ดหลินจือแดงจะมีสภาวะของร่างกายดีขึ้น ลดอัตราความรุนแรงของสภาวะขึ้นๆ ลงๆ ของน้ำตาล เป็นต้น ที่สำคัญเห็ดหลินจือแดงมีสารที่ช่วยให้ต่อมใต้สมองหลั่งโกรท ฮอร์โมน (Growth Hormone) ในขณะที่หลับ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตในเด็กและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอในผู้ใหญ่ หรือฟื้นความเป็นหนุ่มเป็นสาวให้แก่เราได้ และสุดท้าย 5.ระบบเผาผลาญอาหาร หากร่างกายขาดความสมดุลนำไปสู่ความผิดปกติในหลายระบบของร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อเราอายุมากขึ้น อาจเกิดความผิดปกติในการเผาผลาญอาหารเห็ดหลินจือแดงยังมีสารที่จะเข้าไปช่วยให้ระบบเผาผลาญดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อทุกระบบในร่างกาย หลินจือมิน.

หลินจือมิน
หลินจือมิน มหัศจรรย์“เห็ดหลินจือแดง” คืนสุขภาพดีให้กับตัวคุณ linhzhimin
นอกจากนี้เห็ดหลินจือแดงยังมีคุณสมบัติเด่นในการช่วยล้างพิษ หรือขับสารตกค้างที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งอวัยวะที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด ก็คือ ตับ โดยเห็ดหลินจือแดงจะช่วยเสริมสร้างการทำงานของตับ ในการทำหน้าที่กำจัดสารพิษ สร้างน้ำดี ช่วยให้อาหารประเภทไขมันถูกย่อย และดูดซึมได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังขับกรดยูริก น้ำตาล ไขมัน สารก่อมะเร็งและสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกาย ด้วยการขับออกทางระบบขับถ่ายทุกระบบของร่างกาย เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ และทางเหงื่อ เป็นต้น ที่สำคัญยังช่วยบำรุงไตให้ไตทำงานได้ดีขึ้น หรือในบางรายที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ก็ยังช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพการทำงานของไตด้วย หลินจือมิน

อย่างไรก็ตามกระบวนการล้างพิษของเห็ดหลินจือแดง อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้ รู้สึกวูบวาบไปทั้งตัว มีไข้ ปวดตามข้อ ท้องเสีย น้ำมูกไหล ไอ เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้มักเกิดตั้งแต่เริ่มรับประทานเห็ดหลินจือแดงนาน 3-4 วันและอาการเหล่านี้จะหายไปเองภายใน 2 สัปดาห์ หลังจากที่รับประทานติดต่อกัน โดยดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อช่วยให้กระบวนการล้างพิษ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญสามารถรับประทานร่วมกับยาแผนปัจจุบันโดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆ โดยสามารถรับประทานเห็ดหลินจือแดงหลังจากทานยาแผนปัจจุบันไปแล้วประมาณ 1 ชั่วโมง ซึ่งจะเป็นผลดีต่อร่างกายในการบำบัดโรคตามแนวทางทฤษฎี “การแพทย์ผสมผสาน”

เมื่อมาถึงตรงนี้ หลายคนคงสงสัยอีกว่า เห็ดหลินจือแดงเหมาะกับใครบ้าง บอกได้เลยว่า เห็ดหลินจือแดงเหมาะกับผู้ที่ต้องการบำรุงรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ และสามารถรับประทานได้เป็นประจำโดยไม่มีผลเสียต่อร่างกาย และเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดควรทานเห็ดหลินจือแดงพร้อมกับวิตามินซีและดื่มน้ำตามมากๆ ทั้งนี้วิตามินซีจะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมสาร ในเห็ดได้ดีขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจรับประทาน ปัจจุบันมีเห็ดหลินจือแดงแบบบรรจุแคปซูลซึ่งรับประทานได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกรับประทานเห็ดหลินจือแดงที่เป็นสารสกัดได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย จึงจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่

สรรพคุณทางยาของเห็ดหลินจือ

1. ช่วยป้องกัน รักษา บำรุง ฟื้นฟูร่างกายได้ครอบคลุมทุกระบบในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบสมอง ระบบการไหลเวียนโลหิต ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบหายใจ ระบบขับถ่าย และอีกมากมาย

2. ช่วยยับยั้งสารก่อเกิด อนุมูลอิสระทั้งหลาย โดยเฉพาะเซลล์มะเร็ง ตัวยาเห็ดหลินจือจะไปตัดวงจรการก่อเกิด และลุกลาม ของเชื้อร้ายตัวนี้

3. ช่วยขจัดของเสียและสารพิษตกค้างภายในร่างกาย ทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่าอยู่ตลอดเวลา

4. ช่วยสลายลิ่มเลือด ฝ้าไขมันในผนังหลอดเลือด ไขมันอุดตัน ไขมันคลอเลสเตอรอล ทำให้หลอดเลือดสะอาด และควบคุมความดันให้เป็นปกติ

5. ช่วยกระตุ้น ฟื้นฟู การทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ตับ ไต หัวใจ ม้าม ปอด เส้นประสาท สมอง ไขข้อกระดูก ให้กลับมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

6. ช่วยชะลอความแก่ชรา เพราะตัวยาจะไปฟื้นฟู เซลล์ต่างๆ กระตุ้นการทำงานของภูมิคุ้มกัน จึงทำให้การทำงานของระบบต่างๆในร่างกายดีขึ้น แข็งแรงขึ้น จึงช่วยชะลอการเสื่อมของร่างกาย

7. ช่วยสร้างวัคซีนเป็นภูมิคุ้มกัน โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ไม่ให้มากล้ำกลายตัวเราได้ เราจึงเจ็บป่วยได้ยากยิ่งขึ้น

8. เป็นยาที่สามารถใช้ร่วมกับยาอื่นๆ ได้โดยไม่ส่งผลข้างเคียงใดๆ และยังจะไปส่งเสริมให้ยาเหล่านั้น ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

นี่ เป็นแค่สรรพคุณทางยาเพียงบางส่วนของเห็ดหลินจืือสกัดเท่านั้น ยังมีสารออกฤทธิ์ทางยา และสรรพคุณทางด้านสารอาหารบำรุง ฟื้นฟูร่างกายอีกมากมาย ที่คงจะเอ๋ยได้ไม่หมดในบทความเดียว หลินจือมิน โดยเฉพาะใครก็ตามที่ได้ศึกษา และได้ทดลองบริโภคเห็ดหลินจือ ต่างก็จะสามารถรับรู้ถึงประสิทธิภาพทางยาที่น่าอัศจรรย์ ของเห็ดหลินจือสกัดกันทุกคน

DXN_Large_Farm

ฟาร์มออร์แกนิค และโรงงานเห็ดหลินจือระดับโลกของ DXN

DXN_Pharmaceutical

ฟาร์มออร์แกนิค และโรงงานเห็ดหลินจือระดับโลกของ DXN

ผู้ที่ควรรับประทานยาสมุนไพรเห็ดหลินจือ

1. ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ไม่ว่าจะป่วยที่บริเวณไหน และอยู่ในระยะไหนก็ตาม

2. ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน มีน้ำตาลในเลือดสูง

3. ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง และความดันโลหิตต่ำ

4. ผู้ที่ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ โรคตับ และโรคไต

5. ผู้ป่วยที่มีไขมันในหลอดเลือดโลหิตสูง

6. ผู้ป่วยทีเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง แพ้ภูมิตนเอง หรือโรค SLE

7. ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ โรคหอบหืด และผู้ที่อ่อนเพลียเรื้อรัง

8. ผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง โรคปอด โรคไวรัสตับอักเสบ

9. ผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต และโรคที่ป่วยเรื้อรังทั้งหลาย

10. ผู้ป่วยหลังการผ่าตัด ที่อยู่ในระยะพักฟื้น และผู้สูงอายุ

11. ผู้ที่ยังไม่ป่วย รับประทานเพื่อบำรุงร่างกาย เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และป้องกันหรือลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคทั้งหลาย หลินจือมิน.

l-gluta berry plus

l-gluta berry plus อยากผิวขาว ทำไงดี? คำถามนี้เป็นสุดยอดคำถามยอดฮิตของผู้หญิงทุกยุคสมัยเลยก็ว่าได้ แต่ในปัจจุบัน เนื่องจากเทรนด์ผิวขาวมาแรง วิธีทำให้ผิวขาว จึงมีด้วยกันหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเข้าคอร์สผิวขาวตามคลินิกเสริมความงามทั่วไป แต่นอกจากวิธีดังกล่าวแล้ว ยังมีกระแสความงามที่น่าประหลาดแทรกแซงเข้ามานั่นก็คือ การใช้ด่างทับทิมทำให้ผิวขาวซึ่งอันที่จริงแล้ว ด่างทับทิมทำให้ผิวขาวได้จริงหรือไม่? และมีอันตรายต่อผิวพรรณอย่างไร? นี่คือ สิ่งที่สาวๆ ทุกคนควรรู้และวันนี้เราก็นำคำตอบมาฝาก ทำให้สาวๆ ที่อยากรู้ว่าด่างทับทิมทำให้ผิวขาวได้จริงไหม พร้อมที่จะหายสงสัยกันได้แล้วค่ะ ด่างทับทิม คืออะไร?ด่างทับทิม หรือ โพแทสเซียม เปอร์แมงกาเนต (Potassium Permanganate) เป็นสารเคมีชนิดหนึ่งซึ่งมีลักษณะเป็นผลึกเกล็ดสีม่วงเข้มมีคุณสมบัติสามารถละลายในน้ำได้ และมีฤทธิ์เป็นด่างอ่อนๆ โดยทั่วไปแล้ว ด่างทับทิมมักถูกนิยมนำมาใช้ตามอุตสาหกรรมต่างๆหรือใช้ประโยชน์ภายในครัวเรือน เช่น การล้างผักผลไม้ให้สะอาด เพื่อช่วยกำจัดเชื้อโรคและสารเคมีจากยาฆ่าแมลง l-gluta berry plus.

l-gluta berry plus

l-gluta berry plus ใช้ในการทำความสะอาดตู้ปลา และใช้เป็นสารฟอกขาว นอกจากนี้ ในทางการแพทย์ยังนำเอาด่างทับทิมมาใช้ แอล กลูต้า เบอร์รี่ พลัส

เพื่อช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวารหนัก และฆ่าเชื้อแผลที่มีสาเหตุมาจากอาการน้ำเหลืองเสียอีกด้วยเช่นกัน

ด่าวทับทิม ทำให้ผิวขาวได้จริงหรือไม่?

จริงอยู่ที่ด่างทับทิมมีกรดอ่อนๆ ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวอาจทำให้ หลายคนเข้าใจผิดว่า ด่างทับทิมทำให้ผิวขาวได้ แต่แท้จริงแล้ว การนำด่างทับทิมมาใช้เพื่อให้ผิวขาว เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง l-gluta berry plus

เพราะการใช้ด่างทับทิมจะต้องใช้อย่างระมัดระวังอย่างมากนั่นเอง เนื่องจากด่างทับทิมมีฤทธิ์เป็นด่าง

และยังมีคุณสมบัติเป็นสารออกซิเดชั่น (Oxidation) อย่างรุนแรง หากนำด่างทับทิมไปละลายน้ำแล้วแช่ตัวหวังช่วยให้ผิวขาว

ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าเจือจางด่างทับทิมได้ดีมากพอก็ย่อมก่อให้เกิดผลเสียต่อผิวพรรณได้

กล่าวคือ ด่างทับทิมจะทำให้ผิวไหม้ ผิวเกิดปัญหาด่างดำ แห้งลอกและเป็นขุยนั่นเอง

ทำความเข้าใจใหม่ กรดด่างทับทิม ไม่เหมือนกันกับกรดผลไม้

สาวๆ หลายคนที่อยากมีผิวขาวมักเข้าใจผิดกันไปว่า การแช่ตัวเพื่อให้ผิวขาวด้วยการใช้ด่างทับทิมนั้น

ก็คงเหมือนกันกับการใช้กรด AHA จากผลไม้มาใช้เพื่อการขัดผิวให้ขาว แต่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้เหมือนกันแต่อย่างใดเลย

เนื่องจาก กรด AHA เป็นกรดผลไม้อ่อนๆ ที่มีประสิทธิภาพผลัดผิวให้ขาวใสขึ้นได้ โดยอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิวพรรณ

ในขณะที่ด่างทับทิม แม้จะเป็นเพียงเกล็ดเล็กๆ ก็ตาม แต่เมื่อจำเป็นต้องใช้ เราจะต้องใช้น้ำในปริมาณมากถึง 1 ถังใหญ่ๆ

มาละลายเกล็ดของด่างทับทิมกันเลยทีเดียว l-gluta berry plus เพราะฉะนั้น เพื่อความปลอดภัยต่อผิวพรรณ แนะนำว่าไม่ควรใช้ด่างทับทิมในการแช่ตัวเพื่อทำให้ผิวขาวจะดีที่สุด
ทราบกันไปแล้วนะคะว่า การใช้ด่างทับทิมทำให้ผิวขาวนั้น ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และไม่แนะนำให้ทำโดยเด็ดขาด

หาก อยากผิวขาว แนะนำให้สาวๆ ขัดผิวขาวด้วยสมุนไพร ที่มีกรด AHA จากธรรมชาติอย่างมะนาว หรือมะขามเปียกเป็นประจำ

ร่วมกับการทาครีมกันแดด และทาครีมบำรุงผิวที่มีไวท์เทนนิ่งเป็นหลักดีกว่า เพราะนี่คือ การดูแลผิวในแบบพื้นฐานง่ายๆ

ที่นอกจากจะทำให้ผิวขาวกระจ่างใสขึ้นแล้ว ยังทำให้ผิวสวยสุขภาพดีเปล่งปลั่งน่าสัมผัสอีกด้วย

เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ผิวสาวๆ ขาวกระจ่างใสแบบไม่เป็นอันตรายต่อผิว และยังไม่ต้องเสียเงินในการทำให้ผิวขาวไปกับค่าคอร์สราคาแพงอีกด้วย

จะดีแค่ไหน ถ้าเราสามารถคงความอ่อนเยาว์ให้อยู่กับเราตลอดไป…

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นริ้วรอยแห่งวัยก็เพิ่มขึ้นตามมา และนั่นก็คงจะเป็นปัญหาที่ใครหลายคนเผชิญอยู่เวลานี้ แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ความอ่อนเยาว์นั้นอยู่กับเราไปนานๆ?

ปัจจัยที่ทำเกิดริ้วรอยนั้น มาจากทั้งภายในร่างกายและภายนอกร่างกาย

โดยความชราที่เกิดจากปัจจัยภายในนั้น เกิดจากความเสื่อมของระบบร่างกายต่างๆ ตามกาลเวลา ส่วนปัจจัยภายนอกนั้นเกิดจาก มลพิษต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเรา

แต่ทั้งหมดนี้เราสามารถชะลอมันได้โดยการดูแลตัวเอง และมีหลากหลายวิธี ในการป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอย เช่น การใช้ครีมบำรุงผิว และการรับประทานอาหารเสริม เป็นต้น l-gluta berry plus.

de white gluta

de white gluta สูตรบำรุงผิวขาวกระจ่างใส แถมอมชมพูนิดๆ ด้วยน้ำแครอท สำหรับเทคนิคผิวขาวที่เราจะมาแนะนำในวันนี้เราจะมาพูดถึงเทคนิคมีผิวขาวด้วยแครอท หนึ่งในผักที่มีวิตามินค่อนข้ามากและช่วยเปลี่ยนผิวขาวจากภายในสู่ภายนอก แนะนำว่าให้กินพวก แกงจืดบ่อยๆค่ะโดยใส่แครอทไปด้วยหรือเมนู อาหารอะไรก็แล้วแต่ที่เรานั้นอยากจะทำรับประทานแต่ให้ใส่แค่รอทเข้าไปด้วยเพราะแครอทนั้นถือว่าเป็นหนึ่งในเทคนิคสร้างผิวขาวกระจ่างใสได้ง่าย สร้างผิวขาวจากภายในสู่ภายนอก สำหรับแครอทนั้นยังเป็นหนึ่งในผักที่มีประโยชน์และมีวิตามินต่อร่างกายค่อนข้างมาก แครอทเป็นผักที่มีวิตามินสูงพอๆกับผักชนิดอื่น รวมถึงยังกินได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ สามารถทำกินร่วมกับพวกเมนูอาหารคลีนก็ยังได้เมนูอาหารคลีนนั้นก็มีมากมายหลากหลายให้เรานั้นเลือก ทำอาหาร สำหรับอาหารคลีนนั้นยังช่วยลดความอ้วนได้ด้วย สิ่งสำคัญในการสร้างผิวขาวคือระยะเวลาและก็ควรจะต้องออกกำลังกายพักผ่อนให้เพียงพอ บำรุงด้วยครีมด้วย เช่นกัน การดูแลผิวพรรณของตัวเองด้วยแครอทไม่เพียงแต่ช่วยสร้างผิวขาว ยังทำให้เรานั้นมีสุขภาพที่ดีด้วยเพราะในแครอทนั้นยังสร้างภูมิต้านทานและเป็นการป้องกันโรคร้ายๆอย่างนึง สำหรับท่านใดที่อยากมีผิวขาวเราขอแนะนำว่าให้่่ท่านทานแครอทเยอะๆร่วมด้วยกับอีก 5 เทคนิคที่เรานั้นจะแนะนำต่อไปนี้ เป็นเทคนิคเล็กน้อยเข้าใจง่ายๆ de white gluta.

de white gluta

de white gluta ออกกำลังกาย ช่วยให้ขาวใสได้ ดีไวท์ กลูต้า
สำหรับการออกกำลังกายนั้นเป็นเสมือนการกระตุ้น เลือดในร่างกายให้ไหลเวียนได้ดีมากยิ่งขึ้นรวมถึงยังเป็นการดูแลสุขภาพและทำให้มีผิวขาวอย่างนึง

ทาครีมช่วยให้ผิวขาว ลดริ้วรอยได้
หาครีมที่ทาแล้วขาวจริง หรือแนะนำพวกวาสลีนเป็นครีมที่มีเนื้อหอม นุ่มและช่วยให้คุณนั้นมีผิวขาวกระจ่างใส

สบู่โฟมครีมอาบน้ำช่วยให้ผิวกระจ่างใสได้
สำหรับสบู่โฟมหรือครีมอาบน้ำนั้นเป็นหนึ่งในการสร้างผิวขาวที่ดีอย่างนึง หากอยากผิวขาวแนะนำว่าให้ ถูสบู่ หรือใช้พวกครีมอาบน้ำบ่อยๆ de white gluta

พอกผิวพอกหน้า ขัดผิว ช่วยให้ผิวใส ดูอ่อนกว่าวัยได้
การพอกผิวขาวนั้นเป็นหนึ่งในการพอกผิวขัดผิวให้ขาวที่ง่าย และเห็นผลเร็ว

พกร่มหรือใส่เสื้อแขนยาว ทาครีมกันแดด
แนะนำว่าก่อนออกจากบ้านใส่เสื้อแขนยาวหรือทาครีมกันแดดด้วย เพราะนอกจากจะช่วยให้เรานั้นมีผิวขาวกระจ่างใสได้แล้ว ยังเป็นการป้องกันแดดที่ดี

5 เทคนิคง่ายๆนี้ที่คุณนั้นก็สามารถทำได้ ไม่ยาก สำหรับท่านใดก็ตามที่อยากจะมีผิวขาวขอแนะนำเทคนิคง่ายๆ และก็ใช้เวลาไม่นานก็ขาวได้ ดื่มน้ำแครอท ร่วมกับ 5เทคนิครับลองจากดำกลายเป็นขาวแน่นอน……

4เทคนิคลับหน้าขาวใส พอกหน้าด้วยชาเขียว

ชาเขียวสามารถช่วยขับสารพิษและสิ่งสกปรกบนใบหน้าได้ และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระด้วย ชาเขียวมีสาร Polyphenol อยู่เยอะมาก มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ได้ดีกว่าวิตามิน E ถึง 15-20 เท่า !!! ถ้านำชาเขียวมาบำรุงผิวหน้า จะช่วยให้ผิวหน้าของคุณกระจ่างใส ฟื้นฟูและปรับสภาพผิวหน้าให้ขาวใสขึ้นได้

บำรุงผิวหน้าให้ขาว ด้วยชาเขียวนมสด

ส่วนผสม

ผงชาเขียว 1 ช้อนชา
นมสด 3 ช้อนโต๊ะ
สำลีก้อน หรือ สำลีแผ่น
ผงชาเขียว

วิธีทำชาเขียวนมสดเพื่อบำรุงผิวหน้า

นำผงชาเขียวผสมกับนมสด ให้เข้ากัน

วิธีใช้

นำสำลีก้อน หรือ สำลีแผ่น ชุบนํ้าชาเขียวนมสด มาถูทั้งใบหน้าเว้นรอบดวงตา และริมฝีปาก ทิ้งไว้ 10-25 นาที แล้วล้างออกด้วยนํ้าอุ่น

สูตรนี้จะช่วยขจัดสารพิษและสิ่งสกปรกบนผิวหน้าของคุณ ลดสิวอุดตันบนใบหน้า ผิวนุ่มชุ่มชื้น และปรับผิวให้ขาวใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ขวดฉีดสเปรย์

ลดรอยเหี่ยวย่นด้วยชาเขียว

ส่วนผสม

ชาเขียว 2 ช้อนชา
นํ้าต้มสะอาด ครึ่งถ้วยตวง
สำลีก้อน หรือ สำลีแผ่น
ขวดฉีดสเปรย์
วิธีทำชาเขียวเพื่อลดรอยเหี่ยวย่น

นำชาเขียวไปชงกับนํ้าต้มเดือด ชงนาน 10 นาที de white gluta แล้วพักไว้ให้เย็น กรองเอากากของชาเขียวทิ้งไป จะได้นํ้าของชาเขียวสำหรับพอกหน้าให้ขาวใส

วิธีใช้

นำสำลีก้อน หรือ สำลีแผ่น ชุบนํ้าชาเขียว มาถูทั้งใบหน้าเว้นรอบดวงตา และริมฝีปาก ทิ้งไว้ 10-25 นาที หรือ นำนํ้าชาเขียวใส่ขวดฉีดสเปรย์ เอาไปแช่เย็น

ใช้สำหรับฉีดพรมบนใบหน้าทุกเช้า – เย็น หรือหลังแต่งหน้าเสมือนเป็นสเปรย์นํ้าแร่ชาเขียว จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิวหน้า

สูตรนี้เหมาะสำหรับผิวหน้าที่หยาบกร้าน เหี่ยวย่นและแก่ก่อนวัย

นํ้าผึ้ง

ครีมพอกหน้าขาวใสด้วยชาเขียว

ส่วนผสม

ผงชาเขียว 1 ช้อนชา
กล้วยหอมครึ่งลูก
นํ้าผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ
โยเกิร์ต 1 ช้อนโต๊ะ
มะนาวครึ่งลูก
วิธีทำครีมพอกหน้าขาวใสด้วยชาเขียว

นำผงชาเขียว กล้วยหอม นํ้าผึ้ง โยเกิร์ต และนํ้ามะนาว ผสมกันแล้วคนให้เข้ากัน

วิธีใช้

นำครีมพอกหน้าขาวใสด้วยชาเขียวมาทาทั้งใบหน้าและลำคอ เว้นรอบดวงตาและริมฝีปาก ทิ้งไว้ 10-25 นาที แล้วล้างออกด้วยนํ้าอุ่น

วิธีนี้ควรทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ทำเป็นประจำ ผิวจะเนียนขึ้น ผิวหน้าขาวผ่องใส มีออร่าใน 2 เดือน de white gluta.

พรมมิ อ้วยอัน

พรมมิ อ้วยอัน หลายครั้งในชีวิตของเรา การงาน การเงิน สังคม และชีวิตครอบครัว ทำให้เราต้องคิดหนัก ใช้สมองและความคิดในเรื่องต่างๆมากมายหลายเรื่อง บางครั้งก็ทำให้คนเราเครียดหรือเหนื่อยล้าไปได้เหมือนกัน ไม่เป็นไรครับ เหนื่อยนัก เครียดนักก็พักกันเสียก่อน มาหาอะไรกิน มาหาอะไรบำรุงร่างกาย บำรุงสมองกันดีกว่าเนอะครับ อาหารบำรุงสมองนั้นมีมากมาย บางคนก็ชอบซุปไก่ รังนก หรือโสม สมุนไพรต่างๆ ก็ว่ากันไปครับ อาหารแต่ละอย่างก็มีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ แตกต่างกันไป การกินอาหารที่หลากหลาย ย่อมได้ประโยชน์ เพียงแต่ต้องกินให้พอดี ไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป กินให้ถูกส่วน ก็เท่านั้นเองเนอะครับ 7 อาหารบำรุงสมอง ปลา เป็นอาหารบำรุงสมองยอดฮิต ที่เรานึกถึงเป็นอันดับแรกๆเลยครับ เพราะในปลาจะมีกรดไขมัน โอเมก้า 3
ช่วยสร้างและดูแลผนังเซลส์ประสาทในสมอง ให้แข็งแรง ไม่เสื่อมตามวัยเร็วเกินไป นั่นเอง (กรดไขมัน DHA ที่อยู่ในกรดไขมันโอเมก้า3 มีความสำคัญต่อการพัฒนาและบำรุงเซลส์สมองมาก เพราะเป็นกรดไขมันโซ่ยาวแบบเดียวกัน กับที่พบในเยื่อเซลส์สมองของเรา) ปลากระพง ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน และปลาทู เป็นปลาที่มีโอเมก้า 3 ในปริมาณสูงครับ พรมมิ อ้วยอัน.
พรมมิ อ้วยอัน
พรมมิ อ้วยอัน สาหร่ายทะเล มีโอเมก้า 3 สูงเช่นกัน
จัดว่าเป็นอาหารบำรุงสมองอย่างหนึ่งที่สำคัญ
และยังช่วยให้เส้นผมดกดำได้อีกด้วยครับ
…..

…..
กระเทียม สุดยอดพืชมหัศจรรย์จริงๆครับ
กระเทียมจะช่วยกระตุ้นให้สมองสร้างเทโรนิน
มากขึ้น ช่วยทำให้เราอารมณ์ดี ลดความเครียด
ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลส์ประสาท ช่วยให้ความจำดี พรมมิ อ้วยอัน
…..

….
ถั่วเหลือง เป็นอาหารบำรุงร่างกายที่ยอดเยี่ยม
มีคุณประโยชน์หลากหลายจริงๆครับ
สำหรับสมองนั้น พรมมิ อ้วยอัน ถั่วเหลืองมีสารไฟโตเอสโตรเจน
ที่ช่วยให้เซลส์ประสาทของเราแข็งแรง ช่วยเรื่องความจำ
…..


กล้วยหอม ถือเป็นผลไม้คลายความเครียดชั้นดีครับ
กล้วยหอมช่วยกระตุ้นสารเซโรโทนินให้กับสมอง
และยังช่วยบำรุงร่างกายและเพิ่มพลังให้กับร่างกายเราด้วย
….

…..
สตรอเบอรี่สีแดง มีสารแอนโทไซอะนิน
จัดเป็นแอนติออกซิเดนท์ที่ทรงพลัง ช่วยดูแลเซลส์สมอง
….

….
ผักปวยเล้ง มีกรดโฟลิกสสูงมาก ช่วยให้อารมณ์ดี หลับง่าย
ป้องกันโรคซึมเศร้า ประสาทหลอนและความจำเสื่อม
…..
เหล่านี้แหละครับ อาหารบำรุงสมองทั้งหลาย
ที่หามาทำกินได้ไม่ยากเลย เมื่อสมองดี อารมณ์ดี
เราก็จะทำสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวันได้ดี … เนอะครับ พรมมิ อ้วยอัน.

bunny white collagen

bunny white collagen เคล็ดลับดูแลผิวให้อ่อนเยาว์อยู่เสมอ ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่อ่อนโยน (ทั้งหน้า-ตัว) ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดผิวขณะอาบน้ำ เช่น ใยบวบ ฟองน้ำ แปรงขัดตัว ทาครีมบำรุงผิวทุกครั้งหลังอาบน้ำเลือกครีมบำรุงผิว ให้เหมาะกับสภาพผิวในช่วงนั้นๆ และทาอย่างเบามือ มีการสครับผิวหน้า-ผิวตัว อย่างน้อย 1-2 ครั้ง / สัปดาห์ ทำความสะอาดแปรงหรือพัฟแต่งหน้าอย่างเป็นประจำ ดื่มน้ำเยอะๆ และทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิว พยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ลดดื่มชา กาแฟ แอลกอฮอล์และบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้แจ่มใส ยิ้มแย้มเบิกบาน มองโลกในแง่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ใช้เครื่องนอนและสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่ระคายเคืองต่อผิว วิธีทำให้ผิวสวยทั่วเรือนร่างนั้นสามารถทำได้ด้วยการดูแลผิวพรรณที่ถูกต้อง คลิกที่นี่สำหรับวิธีทำให้ผิวเนียนใสและวิธีขัดผิวโดยไม่ทำร้ายผิว อากาศที่ร้อน แสงแดด และมลภาวะที่เราทุกคนต้องเผชิญในทุกๆ วัน สามารถส่งผลต่อผิวหมองคล้ำได้ นอกจากผิวหน้าแล้ว ผิวกายเองก็เผชิญปัญหาผิวหมองคล้ำได้เช่นกัน แต่ถึงกระนั้นหากคุณมีเคล็ดลับการดูแลผิวหน้าและผิวกายที่ถูกวิธี คุณก็สามารถมีผิวสวยและเรียบเนียนเเม้ต้องเผชิญกับแสงแดดและมลภาวะได้
ผิวสวย bunny white collagen.

bunny white collagen
bunny white collagen อยากทราบวิธีทำให้ขาวเนียนและหน้าเนียนใส? วิธีทางด้านล่างนี้จะอธิบายถึงการทำให้ผิวของคุณเนียนใสพร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับการรับประทานอาหารเพื่อผิวสวยที่สามารถทำได้เป็นประจำทุกวัน บันนี่ไวท์ คอลลาเจน

รับประทานอาหารเพื่อผิวสวย
การรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่ โปรตีน และสารธรรมชาติที่มีคุณสมบัติช่วยในการปกป้อง ดูแล และฟื้นบำรุงผิวนั้นจะช่วยให้คุณมีผิวเนียนใส ผักผลไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากมายที่สามารถช่วยให้คุณมีผิวสวยสมใจได้
• ควบคุมอาหารและรับประทานผักผลไม้ที่ช่วยบำรุงผิวเป็นประจำ เช่น มะเขือเทศอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินอี รวมไปถึงสารไลโคปีนที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย และช่วยให้ผิวของคุณดูเปล่งปลั่งอมชมพู
• รับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอีอย่าง ถั่วหรืออาโวคาโด ที่มีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากมลภาวะ และอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอซึ่งมีประโยชน์ในการสร้างเนื้อเยื่อชั้นนอกของอวัยวะต่าง ๆ ให้มีสุขภาพดีขึ้น bunny white collagen
• รับประทานปลาที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 เช่น ปลาแซลมอน ปลาทู เพราะนอกจากจะช่วยในบำรุงสมอง และระบบสายตาแล้ว กรดไขมันดีชนิดนี้ยังจำเป็นต่อการสร้างผนังเซลล์อีกด้วย
ทำไงให้หน้าเนียนใส?
ทำไงให้หน้าเนียนใส?
ผิวพรรณที่สวยใสและเรียบเนียนนั้นต้องประกอบด้วยน้ำ สารชุ่มชื่นตามธรรมชาติ และน้ำมัน ซึ่งมีกลไกตามธรรมชาติที่จะช่วยกักเก็บให้น้ำไม่ระเหยออกไปจากผิวหนัง จนทำให้เกิดอาหารการผิวแห้งแตก และไม่เรียบเนียนได้ ดังนั้นการอาบน้ำและล้างหน้าที่บ่อยจนเกินไป รวมถึงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมอาจมีผลกระทบต่อความชุ่มชื่นของผิวโดยตรง ดังนั้นการทำความสะอาดผิว และการบำรุงที่ถูกวิธีจะช่วยให้ผิวดูสวยเรียบเนียนได้

• อาบน้ำในอุณหภูมิที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการอาบน้ำที่ร้อนจนเกินไป เพราะจะทำให้ผิวแห้งกร้าน และนำไปสู่อาการคันได้ นอกจากนี้คุณควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาดชำระล้างแบคทีเรีย พร้อมปกป้องผิวในเวลาเดียวกัน เช่น ครีมอาบน้ำ วาสลีน® สกิน รีพลีนิชชิ่ง 2 อิน 1 ที่มีถั่วเหลืองและข้าวโอ๊ต พร้อมคุณค่าของวิตามินซีและวิตามินอีที่ดีต่อการบำรุงผิว
• หลังอาบน้ำ คุณควรเช็ดตัวและเสริมความเนียนนุ่มให้ผิวด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นอย่าง วาสลีน® อินเทนซีฟเรสคิว มอยซ์เจอร์ ล็อคกิ้งโลชั่น ที่ซึมลึกเข้าบำรุงผิวหนังอย่างอ่อนโยนโดยไม่ทำให้ผิวเหนอะหนะ พร้อมปกป้องดูแลผิวยาวนานตลอดวัน และสำหรับผิวหน้าคุณสามารถใช้ วาสลีน® เจลลี่ ที่มาจากน้ำมันปิโตรเลี่ยมบริสุทธิ์
• เรียนรู้วิธีขัดผิวที่ถูกต้องสำหรับการกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วพร้อมป้องกันการอุดตันของรูขุมขน ลดริ้วรอยหมองคล้ำ ขณะอาบน้ำคุณควรขัดผิวโดยใช้อุปกรณ์ขัดผิว เช่น ใยบวบ ขัดผิวบริเวณที่คล้ำหรือหยาบกร้าน ในลักษณะวนไปมาอย่างเบามือ อย่างไรก็ตามคุณควรหลีกเลี่ยงการขัดผิวที่ถี่จนเกินไปเพราะจะเป็นการรบกวนกระบวนการเกิดของเซลล์ผิวใหม่ โดยคุณสามารถขัดผิวอาทิตย์ละ 1-2 ครั้งก็เพียงพอ
• นวดผิววันละ 5-10 นาที ด้วยมอยเจอไรเซอร์ การนวดหน้าและนวดตัวเพียงเล็กน้อย จะช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตให้คุณมีผิวที่ดูสดใส
หากคุณอยากผิวเนียน พร้อมทั้งมีผิวสวยกระจ่างใสแล้ว ลองทำตามขั้นตอนการดูแลผิวเพื่อผิวเนียนใสที่กล่าวไปข้างต้น นอกจากการรับประทานอาหารและการบำรุงผิวที่เหมาะสมแล้ว คุณควรหมั่นออกกำลังกาย และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้การดูแลผิวสวยเนียนกระจ่างใสอย่างสมบูรณ์

รอยแผลเป็นจากสิวบนใบหน้าและลำตัวอาจทำให้คุณไม่มั่นใจจึงต้องปกปิดรอยแผลเป็นอยู่ตลอดเวลา วิธีรักษารอยแผลเป็นจากสิวนั้นไม่ยากอย่างที่คิด
ปัญหาที่เกิดจากสิวนั้นยังอาจมีต่อเนื่องแม้หลังรับการรักษาสิวแล้วก็ตาม ร่องรอยจากสิวสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกสภาพผิว ข่าวดีคือเรามีวิธีลบรอยสิวที่คุณสามารถทำได้เองง่ายๆ
รอยสิวหรือรอยคล้ำที่เกิดจากการอักเสบบนผิว (พบได้บ่อยในคนที่มีผิวสีเข้ม) จะปรากฏขึ้นเมื่อสิวอักเสบลึกเข้าไปในผิวหนัง ในช่วงการรักษา ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมผิวหนังส่วนนั้นโดยการผลิตคอลลาเจน (สารประกอบที่มีหน้าที่ซ่อมแซมเซลล์ผิวหนัง) ขึ้นมา อย่างไรก็ตามปริมาณคอลลาเจนที่มากหรือน้อยเกินไปสามารถก่อให้เกิดจุดดำคล้ำหรือแดงได้
วิธีรักษารอยดำจากสิว
อันที่จริงแล้วรอยแผลเป็นจากสิวนั้นสามารถลดเลือนไปเองได้ตามธรรมชาติในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งเป็นวิธีที่ต้องใช้ความอดทนเพราะในช่วงเวลานั้นเชื่อว่าหลายๆ คนมักจะอดใจที่จะไม่แคะหรือบีบสิวไม่ได้ การแคะหรือบีบสิวนั้นทำให้ผิวหนังอักเสบมากขึ้นหรือก่อให้เกิดแผลเป็นได้ หากคุณสังเกตจะพบว่าสิวที่เพิ่งเป็นรอยนั้นจะมีลักษณะเป็นสีแดง นั่นเป็นเพราะเส้นเลือดใหม่ได้เข้ามาช่วยเติมความชุ่มชื่นให้กับผิวหนังบริเวณนั้นและอีกไม่นานคอลลาเจนก็จะเริ่มเข้ามาเติมเต็มบริเวณที่ได้รับผลกระทบ
อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการมีผิวสวยไร้รอยแผลเป็นจากสิวโดยไม่ต้องรอนาน คุณสามารถใช้วิธีลดรอยดำและรอยแดงจากสิวด้วยวิธีทางด้านล่างนี้

วิธีลบรอยสิวและการป้องกัน

วิธีรักษารอยแผลเป็นจากสิวโดยการหลีกเลี่ยงแสงแดด
หลีกเลี่ยงรังสีอัลตราไวโอเลต โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีแสงแดดแรง (10-16 น.) เพราะเป็นช่วงที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตมากที่สุด การเผชิญกับแสงแดดจะชะลอกระบวนการรักษารอยดำจากสิว bunny white collagen รังสีอัลตราไวโอเลตจะกระตุ้นเซลล์เม็ดสีภายใต้ผิวหนังซึ่งนำไปสู่ผิวที่เข้มขึ้น เพื่อการดูแลผิวที่ดีคุณควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 30 ทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน โดยให้ทาทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาทีก่อนเผชิญกับแสงแดดเพื่อให้เนื้อครีมได้ซึมสู่ผิวและทำหน้าที่เป็นเกราะปกป้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปกป้องผิวและรอยดำต่างๆ ไม่ให้คล้ำลงกว่าเดิม

ลดรอยสิวด้วยว่านหางจระเข้
ว่านหางจระเข้ไม่เพียงแต่มีสรรพคุณในการให้ความชุ่มชื้นกับผิวเพียงอย่างเดียวแต่ว่านหางจระเข้ยังมีคุณสมบัติช่วยฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่ได้รับความเสียหายรวมถึงรอยสิวได้อีกด้วย ว่านหางจระเข้ช่วยลดอาการระคายเคืองและอาการแดงของผิว ช่วยให้ผิวของคุณดูกระจ่างใสขึ้น
คุณสามารถใช้วุ้นของว่านหางจระเข้สดหรือผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากว่างหางจระเข้ทาบริเวณรอยแผล จากนั้นทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมงเพื่อให้ว่านหางจระเข้เข้าไปเยียวยาและฟื้นฟูผิว หรืออีกหนึ่งทางเลือกให้ วาสลีน® โททอล มอยซ์เจอร์ อโล เฟรชโลชั่น เป็นผู้ช่วย ด้วยสารสกัดจากว่านหางจระเข้สดใน วาสลีน® โททอล มอยซ์เจอร์ อโล เฟรชโลชั่น ช่วยให้ผิวของคุณชุ่มชื่นพร้อมกระตุ้นการเกิดเซลล์ผิวใหม่ ให้คุณมีผิวเนียนสวยจากรอยสิวที่ลดเลือนลง
ผลัดผิวกายและผิวหน้าด้วยสครับขัดผิว
ผลัดผิวกายและผิวหน้าด้วยสครับขัดผิว การขัดผิวจะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกจากผิว ช่วยให้ผิวของคุณดูเรียบเนียนพร้อมทั้งช่วยลดรอยสิว จุดด่างดำ และหัวสิวที่สะสมอยู่ การขัดผิวจะช่วยกระตุ้นการเกิดเซลล์ผิวใหม่เพื่อทดแทนเซลล์ที่เสื่อมสภาพ อย่างไรก็ตามคุณไม่ควรขัดผิวบ่อยจนเกินไปเพราะจะสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ผิวใหม่และชะลอกระบวนการรักษารอยสิว การขัดผิวที่ถูกต้องคือใช้ปลายนิ้วขัดในลักษณะวนไปมาเบาๆให้ทั่วบริเวณที่เป็นรอยสิว โดยหลีกเลี่ยงบริเวณแผลใหม่ที่อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ควรขัดผิวอาทิตย์ละ 2-3 ครั้งแต่หากคุณมีผิวที่แพ้ง่ายควรขัดผิวในจำนวนครั้งที่น้อยลงและถ้าคุณมีรอยดำจากสิวไม่มากนัก การขัดผิวสัปดาห์ละ 1 ครั้งก็เพียงพอต่อการคงไว้ซึ่งผิวสวย
วิธีรักษารอยดำจากสิวควรรักษาอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยแต่ละคนจะมีระยะเวลาในการรักษาที่แตกต่างกัน อย่าลืมดูแลผิว ลดรอยสิวและรอยดำได้ด้วยวิธีง่ายๆที่แนะนำไว้ข้างตันเป็นประจำเพราะเพื่อผิวเนียนไร้รอยด่างดำจากสิว bunny white collagen.